HoonSmart.com>>คปภ. เปิดแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ยกระดับระบบประกันภัยเป็นกลไกเชิงโครงสร้าง หนุนเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก รับมือเศรษฐกิจผันผวน-ภัยพิบัติ-สังคมสูงวัยสุดยอด-เทคโนโลยี
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สรุปแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2569-2573) ว่า มีเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้เป็น “ระบบประกันภัยเป็นกลไกเชิงโครงสร้างในการผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ และเป็นเครื่องมือจัดการความเสี่ยงภัยของประเทศ”ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การสร้างระบบที่มั่นคงและพร้อมรับอนาคต , การรองรับภัยขนาดใหญ่และความเสี่ยงใหม่, การผลักดันการเข้าถึงประกันภัยอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะในสังคมสูงวัย , และการพัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงและใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ

แผนนี้ไม่ได้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่เป็นการต่อยอดจากแผนเดิม เพื่อรับมือกับโจทย์ใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ซึ่งเป็นความท้าทายที่ไม่มีหน่วยงานใดสามารถทำงานได้เพียงลำพัง
ระบบประกันภัยในแผนฉบับนี้ ไม่ได้มองเพียงในมิติของอุตสาหกรรม แต่ถูกยกระดับให้เป็นกลไกเชิงโครงสร้างของประเทศในการจัดการและกระจายความเสี่ยง หากแผนฉบับที่ 4 มุ่งสร้างบริษัทที่ทันสมัย แผนฉบับที่ 5 มุ่งสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน หรือ Data Ecosystem จากการกำกับดูแลรายบริษัทไปสู่การกำกับดูแลเชิงระบบ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด ภายใต้กรอบธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม
แผนนี้จะสร้างเสถียรภาพให้แก่อุตสาหกรรมประกันภัยไทย มุ่งสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับประเทศ จึงได้มีการปรับเกณฑ์หลายอย่างเพื่อให้เกิดความหยืดหยุ่นและให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เช่น ให้บริษัทประกันให้สามารถลงทุนได้ถึง 20% ของพอร์ตสินทรัพย์ เพื่อปิดช่องว่างความเสี่ยงเชิงระบบ และทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับแรงกระแทกของประเทศ และเป็นแผนที่จะใช้เป็นกรอบกำกับธุรกิจประกันภัยให้เติบโตอย่างมั่นคงและปกป้องเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
ผลลัพธ์ที่มุ่งหวังคือ ความมั่นคงของระบบประกันภัย ความสามารถของประเทศในการรับมือภัยขนาดใหญ่ การเข้าถึงระบบประกันภัยของประชาชนทุกระดับ และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ โดยจะเชื่อมโยงระบบประกันภัยกับประชาชนผ่านการพัฒนาคนกลางให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพิ่มความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรม และให้คนกลางประกันภัยให้คำแนะนำแก่ประชาชนอย่างถูกต้องและเป็นมืออาชีพ
ในด้านการกำกับดูแล มุ่งรักษาสมดุลระหว่างผู้เอาประกันภัยกับการส่งเสริมธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยใช้การกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม ครอบคลุมความเสี่ยงรอบด้าน ความเสี่ยงใหม่ ภัยพิบัติ และการขับเคลื่อน ESG ของธุรกิจประกันภัย ผ่านแนวทาง Green Underwriting และการติดตามการลงทุนของบริษัทประกันภัยอย่างใกล้ชิด มีการพัฒนาเครื่องมือวัดการบริหารจัดการสินไหมและการไหลของสินไหม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
ขณะนี้ คปภ.ได้ดำเนินการแก้ไขเกณฑ์บางอย่าง เช่น การปรับเกณฑ์ Risk Charge การลงทุนในหุ้นไทย และอยู่ระหว่างการพัฒนาแบบจำลองความเสี่ยง (Risk Modelling) เพื่อรองรับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทย คาดว่าจะเสร็จภายในสิ้นปีนี้ และมีการนำเทคโนโลยี SupTech มาใช้ในการตรวจจับการฉ้อฉลในประกันสุขภาพ
รวมถึง การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาปรับปรุงธุรกิจประกันภัย เช่นการใช้กรมธรรม์ดิจิทัล หรือ e-Policy แผนยังส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลในอุตสาหกรรมประกันภัยอย่างเป็นระบบ และพัฒนาระบบกลางอัตโนมัติที่สนับสนุนธรรมาภิบาล
นอกจากนี้ยังมีการเปิดระบบ Open Insurance ให้แก่ภาคธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมประกันภัย และพัฒนาประกันสุขภาพให้เข้าถึงประชาชนทุกระดับ เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างแท้จริง พร้อมกำกับดูแลการใช้ AI และเทคโนโลยีอย่างมีธรรมาภิบาล รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้ PDPA
ในด้านการพัฒนาคน ตั้งเป้าสร้าง Insurance Community ในอาเซียนให้เข้มแข็งภายใน 2–3 ปี
ยกระดับประกันภัย พ.ร.บ. รถยนต์ให้ครอบคลุมผู้ประสบภัยมากขึ้น โดยปัจจุบันผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์กว่า 10,000 รายต่อปี หากรถไม่มีประกันภัย ผู้เสียหายได้รับเพียงค่าปลงศพ 35,000 บาท แต่หากรถมีประกันภัยจะได้รับสินไหมทดแทน 500,000 บาท

นายชูฉัตร กล่าวว่า แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ไม่ใช่แผนของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นแผนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ยกระดับระบบประกันภัยให้พร้อมสำหรับอนาคต โดยมีการติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แผนตอบโจทย์ประเทศได้จริง
“ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แผนฉบับนี้จะยังคงเดินหน้าในฐานะเข็มทิศที่มั่นคง เรามุ่งลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาระการคลัง และสร้างความมั่งคั่งยั่งยืนให้แก่ประชาชนด้วยระบบประกันภัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม”นายชูฉัตร กล่าว
