HoonSmart.com>>”เอสซีจี แพคเกจจิ้ง” (SCGP) เปิดกำไรปี 68 โต 10% เป็น 4,069.50 ล้านบาท เฉพาะไตรมาสที่ 4 กำไรสุทธิ 1,206 ล้านบาท จากรายการพิเศษหนุน บล.กรุงศรีผิดหวังกำไรปกติต่ำกว่าคาด 8% ให้ขาย เป้าปีหน้า 18 บาท 4 โบรกฯแนะซื้อ มูลค่าเหมาะสม 21-26 บาท บอร์ดแจกเงินปันผลอีกงวด 0.35 บาท XD 31 มี.ค. 69 ผลตอบแทน 1.76% เทียบกับราคาหุ้นปิดที่ 19.90 บาท
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ราคาหุ้นร่วงแตะ 19.40 บาท ก่อนปิดที่ 19.90 บาท ติดลบ 0.90 บาทหรือ -4.33% มูลค่าซื้อขาย 452.20 ล้านบาท ครึ่งวันที่ 28 ม.ค.2569 หลังจากเปิดเผยผลการดำเนินงานประจำปี 2568 มีกำไรสุทธิ 4,069.50 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.95 บาท เพิ่มขึ้น 370.42 ล้านบาทหรือประมาณ 10% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,699.08 ล้านบาทหรือ 0.86 บาทต่อหุ้น เฉพาะไตรมาสที่ 4 มีกำไรสุทธิ 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27%เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน(YoY)ที่มีผลขาดทุน 57 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิ 4%
นาย ดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน SCGP กล่าวว่า ไตรมาสที่ 4/2568 บริษัทฯมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล นอกจากนี้ยังได้รับปัจจัยหนุนหลักจากรายการพิเศษ ได้แก่ รายการที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมควบรวมกิจการในอินโดจีน จำนวน 1,072 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กรและพลังงาน รวมถึงการกลับรายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี รวมทั้งสิ้น 662 ล้านบาท
ขณะที่มี EBITDA เท่ากับ 4,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% YoY และเพิ่มขึ้น 10% QoQ โดยมี EBITDA margin ที่ 15% มาจารายได้จากการขายรวม 30,170 ล้านบาท ลดลง 3% จาก YoY และลดลง1% QoQ เนื่องจากราคาขายที่ปรับลดลง ในขณะที่ปริมาณการขายสูงขึ้น โดยปริมาณการขายในประเทศคิดเป็นสัดส่วน 82% ของปริมาณการขายรวม พร้อมทั้งประโยชน์ที่ได้รับจากการผนึกความสามารถร่วมกันทั้งองค์กร มี Core EBITDA เท่ากับ 3,688 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% YoY แต่ลดลง 12% QoQ Core profit เท่ากับ 821 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นYoY แต่ลดลง18% QoQ
สำหรับปี 2568 บริษัทฯมีกำไร 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิ 3% เนื่องจากการปรับปรุงต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (Recovered Paper: RCP) และพลังงานในทุกประเทศที่ดำเนินธุรกิจ ขณะที่มีรายได้จากการขายลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากราคาขายที่ปรับลดลง 8% ในทุกกลุ่มธุรกิจตามสภาวะตลาดในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ปริมาณขายมีการขยายตัว 4% เนื่องจากความต้องการภายในประเทศที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน EBITDA เท่ากับ 17,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และมี EBITDA margin เท่ากับ 14%
ทางด้านบล.กรงุศรีอยุธยา มอง”ลบ”ต่อกำไรปกติไตรมาส 4 ต่ำกว่าคาด 8% จากการปรับลดราคาขายมากกว่าคาด กดดัน GPM ฉุดกําไร QoQ ร่วมกับ SG&A ที่เพิ่มขึ้นตามค่าขายส่ง
“เราปรับกําไรและมูลค่าเหมาะสมปี 69 เป็น 18 บาท จากเดิมที่ 17.50 บาท สะท้อนการซื้อ MYPAK และปรับโครงสร้างหนี้ คงมุมมองการแข่งขันยังอยู่ในระดับสูง คาดการเร่ง re-stock ของจีนที่ส่งผลต่อราคาขายและต้นทุนกระดาษในไตรมาสแรก จะอยู่เพียงระยะสั้น (ราคากระดาษลูกฟูกจีนปรับลดในช่วงปลายม.ค.กลับมาที่ระดับใกล้เคียงต.ค.2568 ที่เป็นช่วงก่อนความผันผวน) คาดราคาหุ้นตอบรับความคาดหวังการฟื้นตัวในไตรมาสที่ 2 ไปแล้ว PER สูงกว่า 20 เท่า กำไรโตเฉลี่ย 2568-2570 บวก 9% PEสูงกลุ่มที่ราว 16% จึงคงคำแนะนำ Reduce”บล.กรุงศรีระบุ
ขณะที่ บล.เอเซียพลัสแนะถือ ให้ราคาเป้าหมาย 23 บาท บล.ทิสโก้ให้ซื้อ เป้า 24 บาท บล.บัวหลวงซื้อ 21 บาท บล.ยูโอบีเคย์เฮียน (ประเทศไทย) ตีมูลค่า 26 บาท บล.ดาโอ 23 บาท
ด้านคณะกรรมการบริษัทฯเห็นสมควรเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 2,576 ล้านบาท คิดเป็นอัตรา 63.3% ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม ทั้งนี้บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาล ไปแล้ว หุ้นละ 0.25 บาท เป็นเงิน 1,073 ล้านบาท จะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท เป็นเงิน 1,503 ล้านบาท ตามรายชื่อของ
ผู้มีสิทธิรับเงินปันผล ในวันพุธที่ 1 เม.ย.2569 (จะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 31 มี.ค. 2569 กำหนดจ่ายเงินวันที่ 21 เม.ย.2569 ทั้งนี้คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลงวดนี้ 1.76% เทียบกับราคาหุ้นปิดที่ 19.90 บาท
