HoonSmart.com >> “คิงเจน” (KGEN) ปักหมุด โรงงานผลิต-ส่งออกรถยนต์ EV ในกลุ่มเชอรี่ “ดีทรอยด์” ของอาเซียน ตั้งเป้า ปีนี้ผลิต 40,000 คัน รายได้ 22,000 ล้านบ.ดัน KGEN เทิร์นอะราวด์ และปีหน้าเต็มกำลังผลิต 80,000 คัน เล็งหาที่ดิน เปิดโรงงาน 2 -โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถ พร้อมเร่งเครื่องเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็น 50-60 % ภายในก.ค.นี้

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนเพิ่มมูลค่าหุ้น (VI) อาทิ “เซียนมี่ ,อ.เอหรือ พญาเม่า รวมทั้งสื่อมวลชน เยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ค่ายเชอรี่ กรุ๊ป (CHERY) ซึ่งผลิตรถ OMODA & JAECOO เป็นหลัก ที่จังหวัดระยอง โดยมีนายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานที่ปรึกษา บริษัท คิง เจน (KGEN) ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย นายคมสหัสภพ นุตยกุลประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้บริหาร
นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานที่ปรึกษา บริษัท คิง เจน (KGEN) เปิดเผยว่า โรงงานผลิตรถยนต์ของกลุ่มเชอรี่ เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท เชอรี่ ผู้ผลิตรถยนต์ส่งออกเบอร์ 1 ของจีน ปัจจุบันเป็นผู้หุ้นใหญ่ และ KGEN ถือหุ้น 43.7% ซึ่งก.ค.-ส.ค.นี้ บริษัท ฯ จะขยับการถือหุ้นเป็น 60% เพื่อให้โรงงานผลิตแห่งนี้เป็นโรงงานของคนไทย ขณะเดียวกัน KGEN ถือหุ้น 7% และจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 25% และกลุ่มเชอรี่ 75% ในบริษัทจำหน่ายรถยนต์
ปักหมุด “ ดีทรอยด์” ของอาเซียน แบรนด์ EV แห่งชาติ
ประธานที่ปรึกษา กล่าวว่า เชอรี่ เป็นผู้ผลิตรถยนต์ส่งออกของจีน 23 ปี มี 129 โรงงานทั้งในเอเชีย , อังกฤษ และยุโรป กำลังผลิต 2.8 ล้านคัน ส่งออก 1.4 ล้านคัน และเป็นค่ายรถเบอร์ 1 ในอังกฤษด้วย

สำหรับประเทศไทย โรงงานผลิตรถยนต์ค่ายเชอรี่ แบรนด์ OMODA & JAECOO ซึ่งปีนี้มียอดสั่งซื้อและผลิต 40,000 คัน และปีหน้า 80,000 คันเต็มกำลังผลิต โดยมีรุ่นฮีโร่ JAECOO 5 มีโชว์รูมจำหน่าย 170 แห่งทั่วประเทศ จำหน่ายรถยนต์ 4-5 แบรนด์ในกลุ่ม
ตั้งเป้าโรงงานเชอรี่ไทย จะเป็นศูนย์กลางผลิต-ส่งออกรถยนต์ในอาเซีย หรือ “ดีทรอยด์” ของอาเซียน ต้องเข้าองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ ไทยถือหุ้น 51% ซึ่ง KGEN จะเพิ่มสัดส่วนจากการถือ 43.7% ขึ้นไป 50-60% ตั้งแต่เดือนก.ค.-ส.ค.ปีนี้ , ต้องมีแบรนด์ของตัวเองหรือแบรนด์แห่งชาติ , รวมทั้งต้องมีชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ของไทย 41% ของรถยนต์ 1 คัน
“ อนาคต โรงงานผลิตรถยนต์เชอรี่ในไทย จะไม่ใช่โรงงานจีนอีกต่อไป จากการถือหุ้นของคนไทยไม่น้อยกว่า 51% และจะเป็นศูนย์กลางผลิต-จำหน่ายรถยนต์ของอาเซียน หรือดีทรอยด์ แห่งอาเซียน ที่จะส่งออกไป 10 ประเทศในอาเซีย โดยรถยนต์ที่ผลิตจากไทย จะต่างจากโรงงานเชอรี่ในมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ซึ่งรุ่นรถไม่เหมือนกัน ”

เล็งโรงงาน 2 ผลิตรถ-รง.ชิ้นส่วนรถยนต์
เมื่่อระยะยาวแผนการเป็น ดีทรอยด์” ของอาเซียน กำลังผลิตรถยนต์ 80,000 คัน น่าจะไม่เพียงพอต่อโรงงานเพียง 1 เดียว ซึ่ง เชอรี่ มีแผนสร้างโรงงานที่ 2 โดยมองหาที่ตั้งโรงงานในจังหวัดระยอง รวมทั้งการตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เนื่องจากค่ายรถยนต์ดังหลายค่าย ติดสัญญากับญี่ปุ่น ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่เชอรี่ จะลงทุนผลิตชิ้นส่วนขายให้กับรถจีน และป้อนการผลิตกับรถยนต์ในกลุ่มเชอรี่ด้วย
เร่งเครื่องกำลังผลิต ปี ’70 เปิดตัว CHERY Q
นายคณิสสร์ กล่าวว่า ปีนี้โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง เร่งผลิตรถยนต์ OMODA & JAECOO จำนวน 40,000 คัน และปี 2570 ผลิตเต็มกำลัง 80,000 คัน เพื่อการส่งออก และจำหน่ายในประเทศไทย โดยกระแสความต้องการรถยนต์ EV เป็นตัวเร่ง ซึ่งนอกจากการออกแบบตัวรถที่ทันสมัยแล้ว ราคารถโดยเฉลี่ย 600,000 – 700,000 บาท/ คัน แล้วการส่งเสริมใหม่ ๆ เช่น ซื้อรถแถมไฟ (ชาร์จ) หรือ การออกรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความหลากหลายตอบโจทย์ลูกค้าครอบคลุมทุกกลุ่ม

ล่าสุด !! 24 มิ.ย.นี้ เตรียมเปิดตัว CHERY Q ตั้งเป้าเป็น ฮีโร โปรดักท์ ของเซกเมนท์นี้ เช่นเดียวกับ JAECOO 5 ที่เป็นฮีโร่ของ JAECOO
เทิร์นอะราวด์ตั้งแต่ Q2/69
ประธานที่ปรึกษา KGEN กล่าวว่า ผลดำเนินงาน Q1/69 ขาดทุน เนื่องจากโรงงานผลิตรถยนต์ เพิ่งเปิดการผลิตเชิงพาณิชย์ เมื่อ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา และเดือนพ.ค. เริ่มผลิต 2,116 คัน เดือนมิ.ย. มีแผนผลิต 4,000 คัน โดยผลิตเฉลี่ย 7,000 คัน/เดือน ดังนั้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีนี้ KGEN จะเริ่มเทิร์นอะราวด์ จากยอดผลิต-ยอดขาย และปีนี้หากเป็นไปตามแผน 40,000 คัน ราคาเฉลี่ย 600,000 บาท/คัน คาดว่า จะมียอดขายไม่น้อยกว่า 20,000 – 24,000 ล้านบาท
” ข้อดีของ KGEN คือ ไม่มีหนี้การลงทุน และตั้งแต่ ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป จะเริ่มรับรู้รายได้ตามสัดส่วนการลงทุนโรงงานผลิตรถยนต์ของกลุ่มเชอรี่ โดยจะเห็นผลการลงทุนเต็มปีตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่ง KGEN ไม่มีการลงทุนหนัก ๆ ในโรงงาน และวันที่ 31 ก.ค. 69 นี้ มีใบสำคัญแสดงสิทธิชุด 2 (KGEN-W2) ใช้สิทธิครั้งสุดท้าย ราคา 1.7524 บาท/หุ้น ซึ่งมี วอร์แรนต์ที่ยังไม่ใช้สิทธิ จำนวน 416 ล้านหน่วย หากมีการใช้สิทธิเต็ม จะมีเงินเข้าบริษัทราว 700 ล้านบาท ” นายคณิสสร์ กล่าวทิ้งท้าย

