HoonSmart.com>> บลจ.จิตตะ เวลธ์ มองปี 69 เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ เติบโตไม่เท่ากัน วัฏจักรตลาดหมุนเร็วขึ้นและรุนแรงกว่าในอดีตมาก ด้าน AI สแกนตลาด “หุ้นจีน-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น” น่าสนใจ ส่วน “เศรษฐกิจไทย” ยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โตต่ำกว่าศักยภาพ พร้อมจับตาค่าเงินบาท-ผลการเลือกตั้ง ปัจจัยชี้ขาดด้านนโยบายการคลัง แนะจัดพอร์ต Core & Satellite รองรับความผันผวน

นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จิตตะ เวลธ์ จำกัด เปิดเผยว่า มุมมองปี 2569 โลกกำลังเข้าสู่ยุค “เติบโตไม่พร้อมกัน และโตไม่เท่ากัน” ปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ภาวะสมดุลใหม่ ไม่ใช่ภาวะถดถอย แต่ก็ไม่ใช่การเติบโตแบบเร่งตัวเหมือนในอดีต กล่าวคือ บางประเทศยังเติบโตได้ดี ขณะที่บางประเทศชะลอตัว และแม้ในประเทศเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มรายได้ก็ฟื้นตัวไม่เท่ากัน
🇺🇸 สหรัฐอเมริกา: Core Driver ของเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก
เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ใช่ประเทศที่โตเร็วที่สุด โดยมีการคาดการณ์ GDP Growth: ประมาณ 1.8– 2.3% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน AIและการใช้จ่ายภาครัฐและนโยบายอุตสาหกรรม
ด้านนโยบายการเงิน Fed มีแนวโน้มเข้าสู่ช่วง ผ่อนคลายแบบระมัดระวัง โดยจะต้องให้ความสำคัญกับ “ทิศทางนโยบายระยะยาว” มากกว่าจำนวนครั้งในการลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามตลาดยังจับตา การเปลี่ยนตัวประธาน Fed ในปี 2569 ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ทั้งนี้โดยภาพรวมแล้ว สหรัฐฯ ยังคงรับบทเป็น ตัวกำหนดทิศทางของสภาพคล่องและ Sentiment การลงทุนโลก
จีน: เติบโตช้าลง แต่เปลี่ยนโครงสร้างจริงจัง
ในปี 2569 จีนอาจไม่ใช่ Growth Engine แบบเดิม จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง เช่น AI, Semiconductor, EV และพลังงานสะอาด และแม้การบริโภคภายในยังฟื้นตัวช้า แต่คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะอยู่ได้ระดับ 4.4% – 4.8% ได้ อย่างไรก็ตามการที่จีนเริ่มรุกตลาดโลกด้วยสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูงทำให้จีนยังเป็นผู้เล่นหลักฝั่ง Supply ของโลก ขณะเดียวกันนักลงทุนต้องระวังผลกระทบเชิงการแข่งขันต่อประเทศอื่นด้วย
ญี่ปุ่น: จากยุคเงินฝืด สู่การเติบโตเชิงคุณภาพ
ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงประวัติศาสตร์ เปลี่ยนจาก “เรื่องค่าเงิน” เป็น “เรื่องคุณภาพกำไร” ด้วยการยุติดอกเบี้ยติดลบและปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2569 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่น มีโอกาสแตะ 0.75% – 1.0% ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นคาดว่าจะอยู่ที่ราว ~0.7%
ในส่วนของตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงได้แรงหนุนจากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล รวมถึงการลงทุนใน Automation, Robotics และ AI และเงินทุนในประเทศที่เริ่มกลับเข้าตลาดหุ้น
เวียดนาม: ผู้ชนะเชิงโครงสร้างของเอเชีย
เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจาก China+1, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่าเวียดนามกำลังก้าวจากฐานผลิต สู่การเป็น Tech Manufacturing Hub ของอาเซียน การเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัลและ Data Center ขยายตัวเร็ว เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ไหลเข้า ในกลุ่ม High-tech และ Semiconductor เพิ่มต่อเนื่อง ล่าสุดตลาดหุ้นเวียดนามมี EPS Growth สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกไปแล้ว
ไทย: ฟื้นตัวช้า แต่ยังมีจุดเปลี่ยนให้ติดตาม
เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีการคาดการณ์ GDP ที่ระดับ 1.5% – 1.7% ซึ่งเป็นแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลัก นอกจากนี้ในปี 2569 ยังต้องจับตาผลการเลือกตั้งที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดด้านนโยบายการคลัง
AI ชี้ตลาดหุ้นจีน-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น น่าสนใจ
สำหรับการลงทุนปี 2569 ตลาดที่น่าสนใจ จากข้อมูล AI Market Prediction ของ Jitta Wealth ที่สามารถบ่งบอกตลาดถูกแพง ของแต่ละประเทศในแต่ละปีจะพบว่า AI ยังชี้เป้าไปที่ประเทศจีนที่มีจำนวนหุ้นดีราคาถูกมากกว่าหุ้นดีแต่ราคาแพงถึง 4.56 เท่า ตามมาด้วย ฮ่องกง ที่ 2.57 เท่า ญี่ปุ่น 1.63 เท่า ขณะที่หุ้นไทยเอง อาจจะมีจำนวนหุ้นดีราคาถูกอยู่ถึง 9 เท่า แต่ก็มีความกดดันเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอยู่

แนวทางการจัดพอร์ตปี 2569 พร้อมรับความผันผวน
จากบทเรียนการลงทุนที่ได้รับในปีที่ผ่านมา ทำให้ในปี 2569 Jitta Wealth จะยังเน้นเรื่อง Core & Satellite เพื่อรองรับความผันผวน โดยการกระจายความเสี่ยง ช่วยให้ลงทุนได้อย่างอุ่นใจ และยังสนุกไปกับการคว้าโอกาสใหม่ ๆ โดยการแบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็น Core Portfolio (พอร์ตหลัก) ในสัดส่วน 80% ของเงินลงทุนทั้งหมด และ Satellite Portfolio (พอร์ตรอง) ในสัดส่วน 20% โดยสัดส่วนสามารถปรับได้ตามระดับความเสี่ยงที่รับไหว แต่พอร์ตหลักไม่ควรน้อยกว่า 50%
Core Portfolio (พอร์ตหลัก): ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการกระจายความเสี่ยงครอบคลุมทั่วโลก เช่น Global ETF หรือ Omni Fund เพื่อให้พอร์ตมีการเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
Satellite Portfolio (พอร์ตรอง): ลงทุนในสัดส่วนที่น้อยกว่า โดยเลือกตลาดหรือธีมที่กำลังได้รับความสนใจ เช่น หุ้นเทคโนโลยี หรือประเทศที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว หรือนโยบาย Jitta Ranking Alpha และ Thematic Optimize เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน บนความเสี่ยงที่มากขึ้น แต่ยังคงคุมความเสี่ยงโดยรวมได้ เพราะมีพอร์ตหลักรองรับอยู่
นอกจากนี้อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญสำหรับปี 2569 คือการลงทุนแบบ DCA ระยะยาวแบบ DCA Annual Boots 10% คือการลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่าเดิมในทุกเดือน ซึ่งจะช่วยลดอารมณ์ ลดความผันผวน และช่วยให้การสะสมหุ้น/กองทุนเป็นไปได้มากขึ้นในช่วงตลาดตก จึงฟื้นตัวได้เร็วกว่า ‘ปล่อยพอร์ตไว้เฉย ๆ’
สำหรับภาพรวมการลงทุนโลกในปี 2568 ถือเป็นอีกปีที่นักลงทุนทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากหลากหลายมิติ ที่มากระทบกับอารมณ์ของนักลงทุนที่ต้องเผชิญกับความผันผวนรุนแรง แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้ คือ นักลงทุนที่ยังลงทุนอย่างมีหลักการและรักษาวินัยในการลงทุนไว้ได้ ยังช่วยให้พอร์ตลงทุนได้รับผลกระทบน้อยและเติบโตได้ต่อเนื่อง ได้แก่
1.ความผันผวนที่มาจาก Liberation Day ของทรัมป์มาพร้อมกับการประกาศขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ (Tariffs) ที่กระทบต่อการลงทุนทั่วทั้งโลก ทำให้ตลาดการเงินโลกผันผวนหนัก
2.ยุค AI สร้างการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม อีกหนึ่งปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดในช่วงที่ผ่านมาเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่างๆ และกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งบริษัทในกลุ่ม Magnificent 7 ก็ได้รับอานิสงส์จาก AI ทำให้หุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในปีที่ผ่านมาและทำให้สัดส่วนของ Magnificent 7 ใน S&P500 มีสัดส่วนสูงกว่า 30% เมื่อสิ้นเดือนพฤศจิกายน 68
อย่างไรก็ตามมองว่า AI ยังคงเป็น Megatrend ที่จะเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ของทุกอุตสาหกรรม จนกลายเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่ขาดไม่ได้ โดยมีส่วนขับเคลื่อนของธุรกิจในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยลดระยะเวลา R&D ลง ทำให้การพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดไวมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ลดต้นทุนแรงงาน ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้ารวมถึง การคาดการณ์ความต้องการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจได้ทันท่วงที AI จึงไม่ใช่เพียงธีมระยะสั้น แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมในระยะยาว
3.แรงส่งจาก “ดอกเบี้ยขาลง” ปลดล็อกมูลค่าหุ้นเติบโต ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยของ FED ในปี 2568 ส่งผลบวกโดยตรงต่อตลาดทุนและสินทรัพย์ลงทุน โดยทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจลดลงและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเติบโต (Growth Stocks) ทำให้หุ้นเทคฯ กลับมาเป็นเป้าหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย และกลุ่มตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาลยังได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับอัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ที่ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย
ในทางกลับกัน ภาคธนาคารพาณิชย์อาจเผชิญแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่น้องลง ซึ่งอาจกระทบต่อกำไรในระยะสั้น และค่าเงินบาทมีความผันผวนตาม Fund Flow ที่ไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นทำให้ปัจจุบันค่าเงินไทยบาทแข็งค่าเป็นอย่างมากและเมื่อเทียบกับ USD แข็งค่าไปแล้วกว่า 9.3% (ข้อมูล ณ วันที่ 29/12/25)

4.ผลกระทบทำให้ตลาดมีความผันผวนต่อเนื่องและเร็วขึ้น (Increased Volatility) ซึ่งแนวโน้มความผันผวนในตลาดการเงินจะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เร็วและรุนแรงมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากในยุคที่ Information Flow รวดเร็ว และมีปัจจัยอย่าง AI Trading หรือ Global Connectivity ทำให้วัฏจักรของตลาด (Market Cycle) หมุนเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีตมาก เมื่อก่อนอาจกินเวลา 5-10 ปี ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้นักลงทุนที่พยายามจะจับจังหวะ (Timing the Market) อาจเป็นเรื่องยากมากขึ้น
การใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยในการวิเคราะห์ตลาด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น และยังสามารถคาดการณ์ได้ว่าตลาดไหนที่มีแนวโน้มในการเติบโตสูงและมีจำนวนหุ้นดีราคาถูกมากกว่าหุ้นแพงในแต่ละช่วงเวลา ปราศจากอคติในการลงทุน หรือการลงทุนตามกระแสที่อาจพาให้หลงเข้าไปสู่ช่วงที่ตลาดมีความเสี่ยงสูงสุดได้ ขณะเดียวกันยังช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งโอกาสได้ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้นในระยะยาว

5.ค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง (แข็งค่าขึ้นกว่า 9% จากต้นปี) ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลต่อผลตอบแทนสินทรัพย์ลงทุนในปี 2569 คือ ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และแข็งค่าสุดตั้งแต่ช่วงมิถุนายน 64 เป็นไปตามราคาทองคำในตลาดโลกที่ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธ.ค.68 ราคาทองคำโลกพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ทะลุระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรก สะท้อนว่านักลงทุนยังมีความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย เพิ่มขึ้นมาก จากความไม่แน่นอนในตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลก
———————————————————————————————————————————————————–

