HoonSmart.com >> MEDEZE สยายปีกต่างประเทศ เสือนอนกินเก็บเกี่ยวรายได้ เล็งประเทศเพื่อนบ้าน CLMV หลังจากลุยฟิลิปินส์นำร่อง

นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป (MEDEZE) เปิดเผยว่า บริษัท ฯ มีแผนเปิดธุรกิจต่างประเทศต่อเนื่อง โดยจับมือกับพันธมิตรของประเทศนั้น ซึ่งฟิลิปินส์ เป็นประเทศแรกที่ไปจัดตั้งธนาคารเซลล์ต้นกำเนิด (Cell Banking Biotechnology) ซึ่งประกอบไปด้วย ห้องปฏิบัติการด้านตรวจวิเคราะห์ คัดแยก เพาะเลี้ยง และจัดเก็บเซลล์ต้นกำเนิดประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับความต้องการในการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดในฟิลิปปินส์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต
ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาอีกหลายประเทศ เป็นประเทศเพื่อนบ้านและ CLMV และก่อนหน้าบริษัท ได้จดชื่อเมดีซ 16 ประเทศแล้ว
” การทำธุรกิจของเมดีซ มีเป้าหมายเป็นบริษัทคนไทย ที่เติบโตในอาเซียน รูปแบบเมดีซที่จะไป คือ การร่วมกับพันธมิตรประเทศนั้น ๆ ซึ่งเมดีซ จะเข้าไปวางระบบ , การบริหารจัดการ, ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนนวัตกรรมไบโอเทค ซึ่งบริษัท ฯ จะได้รับค่าเซทอัพ ตั้งแต่เริ่มจัดการ , ธรรมเนียมบริหารจัดการตามยอดรายได้, ค่าแบรนด์เมดีซ 3% ของมูลค่าแบรนด์ รวมทั้งค่าน้ำยาเพาะเลี้ยงเซล เปรียบเสมือนเมดีซ เป็นแมริออท บริหารจัดการโรงแรมทั่วโลก ซึ่งเมดีซ ขายความคิด ขายรูปแบบ-ระบบบริหารจัดการ เก็บรายได้ยาว ๆ และมั่นคง”
นอกจากนี้ เมดีซ อยู่ระหว่างการหาธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามา ก่อนหน้าเปิดตัวธนาคารเซลล์รากผม โดยธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจเกี่ยวข้องกับการทำไอวีเอฟ หรือการรักษาการมีบุตรยาก ที่ส่วนใหญ่เก็บตัวอ่อนแล้วไม่ติดลูก จากปัญหาโพรงมดลูกของผู้หญิง ความสำเร็จในการทำไอวีเอฟ 50% -70% ที่จะติดตั้งท้องได้ ในฐานะที่นพ.วีรพล เป็นหมอสูตินารี มองเห็นปัญหานี้ จึงต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ ในอนาคต
นพ.วีรพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตั้งเป้าหมายการเติบโตปีนี้ 25-30% รายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท จากปี 2567 มีรายได้ 897.22 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตมาจากธุรกิจจัดเก็บเซลล์รากผม , ธุรกิจเก็บเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) และธุรกิจต่างประเทศ โดยการเติบโตหลัก ๆ มาจากการเพาะเลี้ยงสเต็มเซล
แผนระยะยาว เตรียมสร้างธนาคารสเต็มเซลล์แห่งใหม่ บนพื้นที่ 30 ไร่ มูลค่า 552 ล้านบาท
สำหรับแผนในการขยายธุรกิจในระยะยาว บริษัทได้เครียมเตรียมสร้างธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดแห่งใหม่ โดยได้ซื้อที่ดิน 30 ไร่ มูลค่า 552 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และรองรับการเติบโตในระยะยาว ตามความต้องการของตลาด Stem Cell ที่คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต ทั้งฐานลูกค้าชาวไทย และต่างชาติ ซึ่งได้รับปัจจัยเชิงบวกจากการที่ภาครัฐให้การสนับสนุนธุรกิจเซลล์ต้นกำเนิดอย่างเต็มที่ และจัดให้อยู่ในกลุ่มนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หรือ ATMPs มีการประกาศแผนชัดเจนในการสนับสนุนธุรกิจเซลล์ต้นกำเนิดเป็นธุรกิจที่สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และบริษัทยังมุ่งเน้นในการพัฒนาระบบ AI อัจฉริยะ “MEDEZE Plus Auto Matching Software” เพื่อใช้ วิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียและพฤติกรรมของนักลงทุน ด้วยงบประมาณ 12 ล้านบาท โดยการพัฒนาระบบ AI นี้ จะช่วยให้ MEDEZE สามารถทำตลาดได้แม่นยำขึ้น และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนักลงทุนที่มีศักยภาพ