SCB ปันผล 8.44 บาท XD 16 เม.ย. รวมทั้งปี 67 จ่าย 10.44 บาท

HoonSmart.com>> บอร์ด “เอสซีบี เอกซ์” (SCB)  เคาะจ่ายเงินปันผลอีก 8.44 บาท มูลค่ากว่า 2.84 หมื่นล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนมากกว่า 6% เตรียมขึ้น XD 16 เม.ย.นี้ จ่ายเงินวันที่ 2  พ.ค. 68 รวมทั้งปี 67 จ่ายปันผล 10.44 บาท รวม 3.51 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 80% ของกำไร พร้อมจัดสรรกำไรที่เหลือ 8,790 ล้านบาท เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติวงเงินออกหุ้นกู้ 1.5 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ (SCB) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 10.44 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 35,153 ล้านบาท โดยที่บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ก.ย.2567 ในอัตราหุ้นละ 2 บาท ดังนั้น บริษัทจะจ่ายเงินปันผลในครั้งนี้อีกหุ้นละ 8.44 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 28,418 ล้านบาท ทั้งนี้ คิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ  6.65% เทียบกับราคาหุ้นที่ซื้อขาย 127 บาท

การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัท ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 17 เมษายน 2568 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 2 พ.ค.2568 พร้อมทั้งกำหนดวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ในวันที่ 4 เม.ย.2568

ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 10.44 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น  35,153 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน  80% ของกำไรสุทธิ ในปี 2567 จำนวน 43,943 ล้านบาท หรือหุ้นละ 13.05 บาท

นอกจากนี้ คณะกรรมการได้มีมติอนุมัติการจัดสรรกำไรสุทธิสำหรับปี 2567 ที่เหลือจากการจ่ายเงินปันผลข้างต้น จำนวน 8,790 ล้านบาท เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common Equity Tier 1 Capital: CET1) ทำให้เงินกองทุนทั้งสิ้น ณ วันที่ 31 มี.ค.2568 มีจำนวนประมาณ 462,155 ล้านบาท คิดเป็น 18.86% ของประมาณการสินทรัพย์เสี่ยง และเงินกองทุนชั้นที่1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของมีจำนวนประมาณ 433,415 ล้านบาท คิดเป็น 17.69% ของประมาณการสินทรัพย์เสี่ยง

คณะกรรมการยังมีมติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาการยกเลิกวงเงินการออกและเสนอขายตราสารหนี้คงเหลือตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทครั้งที่ 1/2566 จำนวน 15,800 ล้านบาท และอนุมัติการออกและเสนอขายตราสารหนี้ รวมวงเงินไม่เกิน 150,000 ล้านบาท หรือเทียบเท่าในเงินสกุลอื่น ทั้งนี้ตราสารหนี้ที่บริษัทออกจำหน่ายแล้วในขณะใดขณะหนึ่งจะต้องมีจำนวนเงินไม่เกินวงเงินดังกล่าว ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในคราวนี้

ทั้งนี้ SCB จ่ายเงินปันผลอีกหุ้นละ 8.44 บาทมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ อาทิ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดแจกอีกหุ้นละ  7 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 5.9% จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานปี 2568 เดิมที่ 130 บาท

ส่วนกรณีบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี และคิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นคู่สัญญากับ AOTมีจำนวนหนี้สินรวม 16,459 ล้านบาทและ 7,990 ล้านบาทตามลำดับ หากประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นภายใต้สมมติฐานเลวร้ายนั้นคือทั้ง 2 บริษัทมีมูลหนี้สินเชื่อรวมที่ 24,449 ล้าน (ราว 1% ของสินทรัพย์เสี่ยง) หากมีการปรับชั้นลูกหนี้ลงเป็น Stage 2 ตามสัญญาณความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น คาดจะมีการตั้งสำรองราว 3,825 ล้านบาท (สมมติให้หนี้สินดังกล่าวเป็นหนี้สินที่มีหลักประกันครอบคลุมมูลหนี้ 50%และมีการตั้งสำ รอง 31.3% ของมูลหนี้หลังหักมูลค่าหลักประกัน ใกล้เคียงกับการตั้งสำรองที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4ที่ผ่านมา  คิดเป็น 8.4% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2568  แต่หากมีการผิดนัดชeระหนี้จนกลายหนี้ Stage 3 (NPLs) คาดจะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น 6,957 ล้านบาท คิดเป็น 15.3% ของประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอาจรุนแรงน้อยกว่าที่ประเมินเพราะบางส่วนจะถูกชดเชยด้วย Management Overlay แต่จะทำให้แนวโน้มการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นในระยะยาว เพื่อสร้าง Management Overlay ใหม่ขึ้นมาชดเชย

ปัจจุบันเรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ไว้ที่ 45,435 ล้านบาท โต 3.4% YoY ตามประมาณการเดิม เพราะมองประเด็นดังกล่าวจะไม่กระทบต่อผลดำเนินงานของบริษัท เนื่องจากคิงเพาเวอร์ยังมีการดำเนินธุรกิจและสามารถชำระคืนหนี้แก่ธนาคารได้ตามปกติแต่มีโอกาสที่ธนาคารจะเพิ่มอัตราการตั้งสำรองมากขึ้นกว่าลูกหนี้ปกติ หากมีการค้างชำระแก่ AOT นานขึ้นเรื่อยๆ

 

———————————————————————————————————————————————————–