3 บลจ.มอง “หุ้นสหรัฐฯ-เทค” ยังเด่น “เอเชีย” ชูเกาหลีใต้-อินเดียน่าสนใจ

HoonSmart.com>> “บล.บลูเบลล์” จัดสัมมนาเอ็กซ์คลูซีฟ “Make it Great: The Vision Mid-Year 2024 Economic Outlook” ผนึก 3 บลจ.ส่องมุมมองลงทุนครึ่งปีหลัง “บลจ.กรุงศรี” มองสหรัฐฯ ยังเติบโตหนุนหุ้น-ตราสารหนี้น่าลงทุน ฟาก ตลาดหุ้นเอเชีย “บลจ.ไทยพาณิชย์” ชูหุ้นเกาหลีใต้-อินเดียน่าสนใจ ส่วนหุ้นไทย “บลจ.กรุงไทย” มองเป้าดัชนีสิ้นปี 1,450 จุด คาดเศรษฐกิจเร่งขยายตัวขึ้น แนะกระจายลงทุนหุ้นต่างประเทศ ชูหุ้นเทคยังโต พร้อมคัดกองทุนเด่นแนะนำ

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บลูเบลล์ จำกัด จัดงานสัมมนาเอ็กซ์คลูซีฟ “Make it Great: The Vision Mid-Year 2024 Economic Outlook” สำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth: HNW) ผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra High Net Worth: UHNW) ที่ปรึกษาการลงทุน ที่ปรึกษาการลงทุนอิสระ และพันธมิตรทางธุรกิจ

 
บลจ.กรุงศรีมอง “หุ้นสหรัฐฯ” ยังเติบโต

นายเกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์ CFA ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนทางเลือก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี จำกัด กล่าวว่า ปัจจัย Macro ยังสนับสนุนให้ตลาดไปต่อในครึ่งปีหลัง GDP ของสหรัฐฯยังเติบโตได้ 3.2% ในปีนี้ แม้ตลาดแรงงานจะเริ่มชะลอตัว แต่โอกาสเกิด Recession อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่เงินเฟ้อลดลงอย่างมีนัยยสำคัญทำให้ FED จะเริ่มลดดอกเบี้ยตั้งแต่เดือน ก.ย.นี้

“แม้ตลาดหุ้นในปีนี้จะปรับตัวขึ้นมามาก โดยเฉพาะ S&P Index แต่เป็นการขึ้นแบบกระจุกตัวในหุ้น Big Tech เท่านั้น ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ยังปรับตัวขึ้นได้ไม่มากนัก ซึ่งในครึ่งปีหลังคาดว่ากลุ่มเหล่านี้ จะปรับตัวขึ้นได้ โดยมีแรงสนับสนุนจาก Earning ที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง”นายเกียรติศักดิ์ กล่าว

ด้านผลสำรวจของผู้จัดการกองทุนในเดือนก.ค.มอง 6 ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการลงทุน โดยให้น้ำหนักที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สูงเป็นอันดับ 1 แซงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นที่เป็นความเสี่ยงอันดับ 2 , การถดถอยของเศรษฐกิจ, ปัญหาฟองสบู่ใน AI, การเลือกตั้งสหรัฐฯ และความเสี่ยงจากสินเชื่อ

สำหรับหุ้นเทคที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างแต่มองว่ายังไม่เกิดภาวะฟองสบู่ในหุ้นเทค อย่างกรณีหุ้น NVIDIA ราคาพุ่งแรงมาก แต่กำไรของบริษัทก็เติบโตขึ้นเช่นกัน อีกทั้งการลงทุนใน AI ยังมี ซัพพลายเชน AI อินฟราสตรัคเจอร์ คราวน์ ไซเบอร์ ซิเคียวริตี้ส์ที่จะมีความสำคัญต่อไป และซอฟท์แวร์ อินโนเวชั่นที่ทำสนับสนุนให้ AI ยังเติบโตได้อีกมาก จึงมองจังหวะหุ้นเทคปรับตัวลดลงก็น่าสนใจสำหรับการลงทุน

ส่วนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย.นี้ ซึ่งจากข้อมูลในอดีตก่อนเลือกตั้ง 3 เดือน ดัชนี S&P500 ยังสามารถปรับตัวขึ้นได้ ซึ่งต้องรอดูผลและนโยบายที่จะเกิดขึ้น

สำหรับกองทุนที่บลจ.กรุงศรีแนะนำ ได้แก่กองทุนตราสารหนี้ KF-SINCOME, KF-CSINCOM, KFSINCFX กองทุน KFGLOBAL, KFGLOBFX ลงทุนหุ้นโลกตัวท็อป

 
“บลจ.ไทยพาณิชย์” ยกหุ้นเกาหลีใต้-อินเดีย”เด่นในเอเชีย

นายปิยะภัทร์ ภัทรภูวดล Director, ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นเอเชียยังมีเสน่ห์แม้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตลาดจะไปโฟกัสหลักอยู่ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯค่อนข้างมาก แต่ยังมีตลาดหุ้นเอเชียในบางตลาดยังเติบโตได้เช่นกัน และล่าสุด IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียเกิดใหม่ขึ้นจากเดิม 0.2% ทั้งปี 2567 และ 2568 โดยหลักมาจากการปรับเพิ่มประมาณการของจีนและอินเดีย

“ความคาดหวัง FED ใกล้ลดดอกเบี้ยในปีนี้ จากการส่งสัญญาณช่วงที่ผ่านมาน่าจะลดดอกเบี้ย จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง จาก 2 ปีที่ผ่านมาดอลลาร์แข็ง ซึ่งจากสถิติตลาดหุ้นเอเชียจะทำผลงานได้ดีในช่วงเงินดอลลาร์อ่อนค่า จึงมองตลาดหุ้นเอเชียน่าสนใจ”นายปิยะภัทร์ กล่าว

สำหรับหุ้นจีนปรับตัวขึ้นมาได้ช่วงต้นปีและก็ปรับตัวลดลง จากความคาดหวังมาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็นมาตรการระยะยาว ยังไม่เห็นผลลัพธ์ช่วงตอนนี้ทำให้ตลาดหุ้นจีนลังเลขึ้นได้ไม่สุด ก็ปรับตัวลง ด้านการผลิตส่งสัญญาณดีขึ้น ส่วนราคาบ้านยังไม่ฟื้น และเงินเฟ้อยังทรงตัวในระดับต่ำ ซึ่งดัชนีเศรษฐกิจจีนโดยรวมยังต่ำกว่าคาดการณ์ (Citi Economic Surprise Index-China) ทำให้ตลาดหุ้นจีนไม่ตอบสนองเชิงบวก

นายปิยะภัทร์ กล่าวว่า บลจ.ไทยพาณิชย์มองตลาดหุ้นเกาหลีใต้น่าสนใจ ซึ่งได้ประโยชน์จากกระแส AI เพราะมีบริษัทชั้นนำ ทั้งในอุตสาหกรรม Mobile Device และ Memory Chip นอกจากนี้เกาหลีใต้เป็นตลาดหุ้นที่มี Valuation น่าสนใจ เมื่อพิจารณาจาก Forward P/E ขณะที่การปฏิรูปตลาดทุนหรือ Value-up Program คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นในระยะยาว โดยกองทุนแนะนำ ได้แก่ SCBKEQTG

นอกจากนี้ตลาดหุ้นอินเดีย เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจเช่นกัน มีการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง โครงสร้างประชากรที่เอื้อต่อการขยายตัวของการบริโภคและภาคแรงงานในระยะยาว ส่วนปัจจัยการเมือง คาดว่า จะมีความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นไปแล้ว กองทุนแนะนำ ได้แก่ SCBINDIA

 

KTAM มองเป้าหุ้นไทย 1,450 จุด-ชูธีมเทคเติบโต

ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธการลงทุน บลจ.กรุงไทย (KTAM) กล่าวว่า บลจ.กรุงไทย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวที่ระดับ 3.0% ดีขึ้นจากในปี 2566 ที่ขยายตัวได้ 1.9% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อในประเทศยังคงขยายตัวได้ดีขึ้นที่ระดับ 0.7% โดยปัจจัยหลักมาจากการเร่งการเบิกจ่ายของภาครัฐจากการอนุมัติงบประมาณฯ ปี 2567 ที่ล่าช้า การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ดีขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี การส่งออกมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ภาคอุตสาหกรรมยังคงเผชิญความท้าทายจากการเสียความสามารถในการแข่งขันในบางสาขา รวมถึงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงของปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าจะสูงขึ้น ส่วนดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2.5%

“บลจ.กรุงไทยคาดการณ์เป้าหมายดัชนี SET อยู่ที่ระดับ 1,450 จุด ณ สิ้นปี 2567 แม้ว่าในระยะสั้นยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ โดยอาจผันผวนจากปัจจัยการเมืองและปัจจัยภายนอก แต่มองหุ้นไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและจากดัชนีหุ้นปัจจุบันยังมีอัพไซด์ประมาณ 10% และ EPS Growth เติบโต 9% จึงมองหุ้นไทยมีโอกาสรีบาวด์ขึ้นได้ ซึ่งในครึ่งปีหลังหุ้นมองขนาดใหญ่น่าสนใจ หากเฟดลดดอกเบี้ยลงจะทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าตลาดเอเชีย รวมถึงไทย ซึ่งเป้าหมายก็จะเข้าหุ้นขนาดใหญ่ ส่วนหุ้นขนาดกลางและเล็กจะตามมาทีหลัง”ดร.สมชัย กล่าว

สำหรับกองทุนแนะนำ ได้แก่ KT-HiDiv เน้นลงทุนหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ

ดร.สมชัย กล่าวอีกว่า ธีมการลงทุนที่น่าสนใจในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีระยะยาว เน้นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในรูปแบบใหม่ๆ จากทั้งในระดับโลกแลระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ธีมการลงทุนไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะในส่วนของปัญญาประดิษฐ์ แต่ยังให้ความสนใจกับธีม 5G, Cloud & infrastructure, Next generation transport และ Digitalization รวมไปถึง Technology buildout ของจีนด้วย ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาโดดเด่นและพิสูจน์ได้ถึงวิธีการดำเนินงานที่ได้รับการทดสอบตามการเวลา (Time-tested approach) ซึ่งบลจ.กรุงไทย แนะนำกองทุน KT-Technology

“ภาพรวมครึ่งปีหลังแนะนำจัดพอร์ตกระจายลงทุนในหุ้นไทย 20-30% และหุ้นต่างประเทศ 70-80% เพื่อให้ความผันผวนของพอร์ตน้อยที่สุด เพื่อลดความเสี่ยง โดยมองตลาดหุ้นพัฒนาแล้วน่าสนใจในครึ่งปีหลัง หุ้นสหรัฐฯ คาดว่าจะพักฐานและไปต่อตามซีซั่นช่วงเดือนส.ค.-ก.ย.โดยต้องจับตาเฟดลดดอกเบี้ยเดือนก.ย.นี้ ซึ่งหากลดดอกเบี้ยจริงและมองมีการรับรู้ในตลาดแล้ว ตลาดน่าจะมีความผันผวนเกิดขึ้น จากราคาหุ้นที่สูงและหากกำไรไม่ได้ไปต่อ อาจมีแรงขายทำกำไร แต่มุมมองระยะยาวหุ้นเทคโนโลยียังเห็นแนวโน้มการเติบโต”ดร.สมชัย กล่าว

 
“บล.บลูเบลล์” ปรับโลโก้ใหม่สะท้อนแนวคิด Make It Great

ด้านนางสาวนริสรา ชัยวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บลูเบลล์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯได้พัฒนาโลโก้บลูเบลล์ขึ้นใหม่ เพื่อสะท้อนถึงแนวคิด Make It Great สื่อถึงความมุ่งมั่น แข็งแกร่ง มีไหวพริบปฏิภาณ ซื่อตรง และความอ่อนน้อมถ่อมตนของบลูเบลล์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น “เรามุ่งมั่นที่จะสร้างแบรนด์บลูเบลล์ให้เติบโตต่อไปอย่างมั่นคง Make It Great แนวความคิดที่จะมุ่งสร้างประสบการณ์การลงทุนที่ดีที่สุดให้กับทุกท่าน

Make It Great คือการใช้ประสบการณ์ องค์ความรู้ การวิเคราะห์ ความทุ่มเทใส่ใจในรายละเอียดและเคียงข้างอย่างจริงใจ และแนวความคิด Make It Great จะเป็นการท้าทาย เป็นพลังที่จะผลักดันองค์กร บุคลากรทุกคนของเราให้สร้างผลลัพธ์อันเป็นเลิศ เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์บลูเบลล์อยู่ในใจนักลงทุนตลอดไป

“รู้สึกยินดีและขอขอบคุณนักลงทุนทุกราย พันธมิตรการขาย และบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ที่ให้ความมั่นใจและไว้วางใจ ด้วยความเชื่อมั่นนี้เองจึงทำให้บล.บลูเบลล์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและมั่นคง”นางสาวนริสรา กล่าว

 

จัดทัพลงทุนด้วยหุ้นกู้ : เข้าใจหลักการความเสี่ยงที่มาคู่กับผลตอบแทน

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ในยามที่ตลาดการเงินมีความผันผวนมากมาย หลักการจัดทัพลงทุนโดยมุ่งวัตถุประสงค์ยิ่งมีความสำคัญเป็นพิเศษ และสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้นั้น หัวใจสำคัญของกลยุทธ์การลงทุน การเข้าใจความเสี่ยงหลักสามประเภท ความเสี่ยงอันเกิดจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย (interest rate risk) ความเสี่ยงด้านเครดิต (credit risk) กับความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (liquidity risk)

ในครึ่งปีหลังนี้ ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยน่าจะน้อย เพราะทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐชี้ไปในทางที่มีโอกาสจะลดลงได้สักสองครั้ง ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยก็น่าจะทรงตัวหรืออาจลดลงได้สักหนึ่งครั้ง ทำให้ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยไม่น่าเป็นห่วง ส่วนความเสี่ยงด้านเครดิตและสภาพคล่องนั้น ควรมีการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือและความสามารถในการชำระหนี้ประกอบการตัดสินใจลงทุนเสมอ ซึ่งสามารถดูได้จากข้อมูลผู้ออกและอุตสาหกรรมในเว็บไซต์ของ ThaiBMA โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับระยะเวลาการถือครองให้ดีด้วย และที่สำคัญคือความเข้าใจหลักการของความเสี่ยงที่มาคู่กับผลตอบแทน การระวังไม่ลงทุนในตราสารบางตัวหรือผู้ออกบางรายในสัดส่วนที่มากเกินไป ก็จะทำให้ท่านมีทัพลงทุนที่มีผลตอบแทนที่ดีตามศักยภาพความเสี่ยงที่ท่านรับได้