CGD ไตรมาส 2 พลิกกำไร 182 ล้านบาท ยอดขาย-ยอดโอน ดันโต 143%

HoonSmart.com>> CGD พลิกไตรมาส 2 กำไรสุทธิ  182 ล้านบาท ดีขึ้น 143% งวด 6 เดือน พลิกกำไร  250 ล้านบาท ปลื้ม !!! 6 เดือนรับรู้รายได้ 3,800 ล้านบาท จากยอดขายใหม่ 2,000 ล้านบาท , ยอดโอนกรรมสิทธิใน Q2/65  1,800 ล้านบาท เร่งสร้างกระแสเงินสด ชำระค่าก่อสร้าง ตั้งเป้ากด อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เหลือ 1.8 เท่า 

บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) แจ้งผลดำเนินงานไตรมาส 2/2565 สิ้นสุด 30 มิ.ย. พลิกกำไรสุทธิ 182.74 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.022 บาท  ดีขึ้น 604.46 ล้านบาท หรือ 143.33% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขาดทุนสุทธิ 421.72 ล้านบาท ขาดทุนต่อหุ้น 0.051 บาท

งวด 6 เดือน กำไรสุทธิ 250.40 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขาดทุนสุทธิ 590.56 ล้านบาท ดีขึ้น 840.96 ล้านบาท หรือ 142.40%

บริษัท ฯ ชี้แจงผลการดําเนินงาน ของ “กลุ่มบริษัท” สําหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด 30 มิ.ย.2565   ดังนี้

ภาพรวมธุรกิจ

กลุ่มบริษัท ขายโรงแรมเร่งสร้างกระแสเงินสด เพื่อชําระคืนหนี้สิน ตามนโยบายระยะสั้น โดยเดือนมิ.ย.65   ขายเสร็จสิ้นแล้ว 88%  ส่วนที่เหลืออีก 12% แล้วเสร็จ เดือนก.ค. 2565  โดยกลุ่มบริษัท นําเงินที่ได้จากการขายโรงแรมไปชําระหนี้ค่าก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ทําให้ปัจจุบัน อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อยู่ที่ 2.2 เท่า เปรียบเทียบกับจํานวน 2.8 เท่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564

สําหรับไตรมาสที่ 2 /2565  กลุ่มบริษัทรายงานผลกําไรสุทธิ 284.7 ล้านบาท งวด 6 เดือน กําไรสุทธิ 406.3 ล้านบาท จากการขายและการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโครงการโฟร์ซีซั่นส์ไพรเวทเรสซิเด้นซ์ การผ่อนคลายนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ ส่งผลให้กลุ่มบริษัทประสบความสําเร็จอย่างมากในการสร้างยอดขายใหม่ และเพิ่มยอดโอนกรรมสิทธิ์

โดยรวม 2 ไตรมาส ปี 2565 กลุ่มบริษัท มียอดขายใหม่ 2,000 ล้านบาท  นอกจากนั้นยังมียอดโอนกรรมสิทธิ์ใน Q2/65  จํานวน 1.8 พันล้านบาท ประกอบกับ Q1/65 จำนวน 2,000 ล้านบาท   รวมเป็น 3,800 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้ทั้งปีของปี 2564 ที่มีจํานวน 3,200 ล้านบาท โดยยังคงอัตรากําไรขั้นต้นของโครงการโฟร์ซีซั่นส์ไพรเวทเรสซิ
เด้นซ์ ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปัจจุบันอยู่ในระดับ 48%

ธุรกิจการขายสินทรัพย์

งวด 6 เดือนและ 3 เดือน สิ้นสุด 30 มิ.ย. 2565 กลุ่มบริษัท มีรายได้ขายอาคารชุด 3,800 ล้านบาท และ 1,800 ล้านบาท ตามลำดับ สูงกว่ารายได้ทั้งปีของปี 2564 ที่มีจํานวน 3,200 ล้านบาท  โดยคงอัตรากําไรขั้นต้นของโครงการโฟร์ซีซั่นส์ไพรเวทเรสซิเด้นซ์ ตั้งแต่เริ่มโครงการ จนถึงปัจจุบัน อยู่ในระดับ 48%

โครงการโฟร์ซีซั่นส์ไพรเวทเรสซิเด้นซ์ เป็นโครงการที่พร้อมโอน ซึ่งมูลค่าคงเหลืออีกกว่า 9.8 พันล้านบาท และมียอดขายที่รอการรับรู้รายได้ หรือ Backlog กว่า 3.8 พันล้านบาท จํานวนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ได้จ่ายชําระเงินล่วงหน้าแล้ว 30% ของมูลค่าสัญญา

การจัดการภาระหนี้สิน
กลุ่มบริษัทยังคงดําเนินงานตามแผนงานระยะสั้นของกลุ่มบริษัทเพื่อเร่งลดระดับภาระหนี้สินและภาระดอกเบี้ยอย่างเป็นนัยสําคัญและอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสถานะของกลุ่มบริษัทและรองรับการเติบโตและพัฒนาโครงการใหม่ในอนาคตต่อไป

ปัจจุบันกลุ่มบริษัท มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับ 2.2 เท่า ซึ่งลดลงจากสิ้นปี 2564 ที่ 2.8 เท่า เมื่อขายโรงแรมแล้วเสร็จ กลุ่มบริษัทตั้งเป้าหมาย ลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ให้อยู่ในระดับ 1.8 เท่า และปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน  (D/E) อยู่ที่ 3.3 เท่า ลดลงจาก 4.3
เท่า ณ สิ้นปี 2564

แนวโน้มของบริษัท

การผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องของภาครัฐ จะส่งผลดีอย่างมากต่อผลประกอบการของบริษัท โดยจะส่งผลให้ยอดขายใหม่และยอดโอนกรรมสิทธิของกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นในเดือนพฤษภาคม 2565 กลุ่ม
บริษัทได้ลงนามในสัญญาเช่าระยะยาว 32 ปี กับผู้เช่ารายใหม่ของโครงการโอวิงดีนฮอล์ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองไบรตัน สหราชอาณาจักร โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะประกอบกิจการโรงเรียนเกรดหกที่มีชื่อเสียง ซึ่งจะส่งผลให้อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนของกลุ่มบริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

กลุ่มบริษัทจะนํากระแสเงินสดที่ได้จากยอดขายใหม่และยอดโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการโฟร์ซีซั่นส์ไพรเวทเรสซิเด้นซ์ และกระแสเงินสดที่ได้จากการขายโรงแรมส่วนที่เหลืออีก 12% ไปจ่ายชําระคืนหนี้สินเพื่อให้ภาระหนี้สินลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ภาระต้นทุนทางการเงินลดลงไปด้วย นอกจากนั้นกระแสเงินสดส่วนเกินจะเป็นที่มาของแหล่งเงินทุนที่สําคัญในการพัฒนาโครงการใหม่ โดยบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสด้านการศึกษาและโครงการที่อยู่อาศัยบริเวณพระราม 3