CIMBT กำไรครึ่งปี 2,115 ลบ. โต 122% ค่าใช้จ่าย-ผลขาดทุนด้านเครดิตลด

HoonSmart.com>> “ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย” เปิดงบไตรมาส 2/65 กำไร 1,054 ล้านบาท เติบโต 71.94% จากงวดปีก่อน ครึ่งปีกำไร 2,115 ล้านบาท เติบโต 122% ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง หลังบริหารจัดการควบคุมค่าใช้จ่ายดีขึ้น ด้านผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดวูบ 63.7%

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2565 กำไรสุทธิ 1,054.46 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.03 บาท เพิ่มขึ้น 71.94% จากงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 613.45 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.02 บาท

ส่วนงวด 6 เดือน ปี 2565 กำไรสุทธิ 2,115.50 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.06 บาท เพิ่มขึ้น 121.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 954.77 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.03 บาท

นายพอล วอง ชี คิน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคาร สำหรับงวด 6 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 1,160.7 ล้านบาท หรือ 121.6% เมื่อเทียบงวดเดียวกันปี 2564 สาเหตุหลักเกิดจากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้นส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 7.4% และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 63.7% ในขณะที่รายได้จากการดำเนินงานลดลง 1.3%

รายได้จากการดำเนินงานจำนวน 7,105.7 ล้านบาท ลดลง 94.9 ล้านบาท หรือ 1.3% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปี 2564 เนื่องจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 417.3 ล้านบาท หรือ 8.2% เป็นผลจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อและธุรกิจเช่าซื้อ

ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 178.9 ล้านบาท หรือ 26.7% สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัยรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 143.5 ล้านบาท หรือ 9.9% ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนและรายได้อื่นสุทธิกับการเพิ่มขึ้นของขาดทุนจากเงินลงทุน

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเมื่อเทียบงวดเดียวกันปี 2564 ลดลง 229.7 ล้านบาท หรือ 7.4% เนื่องจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้จากการดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือนปีนี้อยู่ที่ 52.8% ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2564 อยู่ที่ 56.3%

อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin – NIM) สำหรับ 6 เดือนปีนี้ อยู่ที่ 2.8% ลดลงจากงวดเดียวกันปี 2564 อยู่ที่ 3.2% เป็นผลจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อและธุรกิจเช่าซื้อ

วันที่ 30 มิ.ย.2565 เงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี (รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่นและเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 220.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% เมื่อเทียบกับเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธ.ค2564 กลุ่มธนาคารมีเงินฝาก (รวมตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภท) จำนวน 282.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.1% จากสิ้นปี 2564 ซึ่งมีจำนวน 239.5 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (the Modified Loan to Deposit Ratio) ของกลุ่มธนาคารลดลงเป็น 77.8% จาก 88.5% ณ วันที่ 31 ธ.ค.2564

สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 7.4 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้นอยู่ที่ 3.3% ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธ.ค.2564 อยู่ที่ 3.7% สาเหตุหลักจากการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพในงวด 6 เดือนปี 2565 การบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ การปรับปรุงการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และกระบวนการในการเก็บหนี้

อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 30 มิ.ย.2565 อยู่ที่ 114.3% ลดลงจากสิ้นปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 117.5% ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มธนาคารอยู่ที่จำนวน 7.7 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.5 พันล้านบาท

เงินกองทุนรวมของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นวันที่ 30 มิ.ย.2565 มีจำนวน 53.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง 21.6% โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 15.7%