แบงก์ยูโอบีซื้อพอร์ตรายย่อยซิตี้ 1.2 แสนลบ.เร่งสินเชื่อไทยพุ่งเท่าตัว

HoonSmart.com>>แบงก์ยูโอบีประกาศความแข็งแกร่งและความสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้น หลังซื้อพอร์ตรายย่อยซิตี้เฉียด 1 แสนล้านบาท ยอมจ่ายพรีเมียมธุรกิจไทย ได้ลูกค้าคุณภาพสูง ขยายฐานบัตรเครดิตจาก 1.3 ล้านราย เพิ่มเป็น 2.4 ล้านราย หนุนส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 6 จากอันดับ 5  ธุรกิจบัตรเครดิตทะยานขึ้น 5 อันดับ มาอยู่ที่ 3  เพิ่มโอกาสขยายเครือข่ายอาเซียนของกลุ่มยูโอบี หนุน ROE เพิ่มเป็นมากกว่า 13% ในปี 2566

วี อี เชียง

เช้านี้ (14 ม.ค.2565) ผู้บริหารธนาคารยูโอบี (UOB) แถลงแผนธุรกิจไทยและอาเซียน หลังชนะการประมูลซื้อธุรกิจลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป มูลค่ารวม 4,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 98,840 ล้านบาท

นาย วี อี เชียง รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารยูโอบี (UOB) เปิดเผยว่า กระบวนการทยอยรับโอนธุรกิจรายย่อยจาก ซิตี้กรุ๊ป ในไทยและมาเลเซียจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2/2565 ส่วนอินโดนีเซียน่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4/65 และเวียดนามจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1/2566 สำหรับพอร์ตในประเทศไทย ยอมรับว่าจ่ายค่าพรีเมียมที่สูงกว่าประเทศอื่นๆค่อนข้างมาก และเป็นประเทศที่มีฐานลูกค้าและคุณภาพของลูกค้าที่ดีมากที่สุด

สำหรับเป้าหมายการควบรวมธุรกิจลูกค้ารายย่อยจากซิตี้ในไทย จะช่วยเสริมศักยภาพให้กับยูโอบีให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เร่งขยายธุรกิจสร้างการเติบโตและแข็งแกร่งมากขึ้น  เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มลุกค้าในภูมิภาคอาเซียนให้กับกลุ่มยูโอบี แม้ว่าการแข่งขันในธุรกิจรายย่อยในประเทศไทยจะมีความรุนแรง แต่ธนาคารยูโอบียังมีศักยภาพในการเติบโตที่ดี และกลุ่มลูกค้าของซิตี้ถือว่ามีคุณภาพดี ทำให้ธนาคารสามารถต่อยอดการนำเสนอผลิตภัณฑ์บริการทางการเงินต่างๆได้มากขึ้น

“เรามองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเติบโตได้ดี การที่รวมพอร์ตลูกค้ารายย่อยครั้งนี้ ถือว่าได้ลูกค้าที่มีคุณภาพ และมีฐานลูกค้าเพิ่มจำนวนมาก  สามารถต่อยอดการให้บริการต่างๆกับลูกค้าเพิ่มเติมได้ ทำให้สามารถไต่ขึ้นให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เราค่อนข้าง Happy กับพอร์ตของซิตี้ในประเทศไทยที่ได้มา และมีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสต่างๆให้กับเราและประเทศไทยด้วย ซึ่งเชื่อว่า 1+1 มากกว่า2 แน่นอน” นาย วี อี เชียง กล่าว

แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจรายย่อยในประเทศไทย จะทำให้ส่วนแบ่งการตลาด (Market share) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 6 จากเดิมอันดับ 5 โดยมีฐานลูกค้าจาก 1.3 ล้านราย เพื่มเป็น 2.4 ล้านราย ด้านธุรกิจบัตรเครดิตจะขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 3 หรือเพิ่มขึ้นมา 5 อันดับ  และทำให้มีศักยภาพในการขยายสินเชื่อในประเทศไทยเร่งการเติบโตถึงได้อีก 1 เท่าตัว

นอกจากนี้การซื้อพอร์ตรายย่อยของซิตี้กรุ๊ป ทั้ง 4 ประเทศ เสริมศักยภาพในการสร้างเครือข่ายในภูมิภาคอาเซียนให้แข็งแกร่งมากขึ้น และเชื่อมโยงเครือข่ายของลูกค้าในอาเซียน  รวมถึงการเชื่อมโยงบริการที่เป็นแบงก์แบบดั้งเดิม (Traditonal Bank) และดิจิทัล (Digital Bank) รวมถึงเห็นโอกาสการขยายตลาดในอาเซียนมากขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้น จากการค้าและการลงทุนต่างๆที่จะเกิดขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะในเวียดนามมีโอกาสการเติบโตในระยะยาวที่ดี อีกทั้งยังทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของยูโอบีเพิ่มเป็นมากกว่า 13% ในปี 2566

ด้านหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) หรือ UOBKH ราคากระโดดขึ้นรับข่าวดี ปิดที่ซิลลิ่ง ระดับ  8.95 บาท เพิ่มขึ้น 2.05 บาทหรือ 29.71% มูลค่าซื้อขาย 174.85 ล้านบาท ส่วนธนาคารกรุงศรี(BAY) ที่พลาดโอกาส ราคาลดลง 1 บาทหรือ -2.60% ปิดที่ 37.50 บาท