ดาวโจนส์พุ่ง 617 จุด จากแรงซื้อกลุ่มวัฏจักร

HoonSmart.com>>ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์  ปิดที่ 34,639.79 จุด เพิ่มขึ้น 617.75 จุด หรือ 1.82% นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อกลุ่มวัฏจักรที่ร่วงลงในวันก่อน ขณะที่ติดตามสถานการณ์ไวรัสสายพันธุ์ใหม่โอไมครอน และยังกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันดิบ WTI  เพิ่มขึ้น 1.4%

ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 4,577.10 จุด เพิ่มขึ้น 64.06 จุด, +1.42%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,381.32 จุด เพิ่มขึ้น 127.27 จุด, + 0.83%

กลุ่มสายการบิน คาสิโน และพลังงานต่างปรับขึ้น โดยหุ้นเดลตาแอร์ไลน์เพิ่มขึ้น 9.3%, หุ้น เอ็มจีเอ็มรีสอร์ตเพิ่มขึ้น 7.7% หุ้นฮิลตันเวิลด์ไวด์เพิ่มขึ้น 7.4%. หุ้นนอร์วีเจียนครูซไลน์เพิ่มขึ้น 7.7% หุ้นวินน์รีสอร์ตเพิ่มขึ้น 8.2% หุ้นอ็อกซิเดนทัลปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น 2.4% และหุ้นเบเกอร์ฮิวจ์เพิ่มขึ้น 2.5%

หุ้นโบอิ้งเพิ่มขึ้น 7.5% หลังทางการจีนอนุมัติให้เครื่องบินรุ่น 737 Max กลับมาทำการบินได้อีกครั้ง

นักลงทุนยังเกาะติดสถานการณ์ไวรัสสายพันธุ์ใหม่โอไมครอนหลังผู้ติดเชื้อรายแรกที่แคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. และพบผู้ติดเชื้อยืนยันรายที่สองเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.รัฐมินนิโซตา

คณะบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้ขอให้องค์กรธุรกิจบังคับให้ฉีดวัคซีน แม้ศาลได้สั่งระงับข้อห้ามนี้เพราะกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา นอกจากนี้ทำเนียบขาวยังยกระดับมาตรการการเดินทางขึ้นโดยกำหนดให้ผู้เดินทางเข้าต้องตรวจหาเชื้อภายใน 24 ชั่วโมงก่อนขึ้นเครื่อง รวมไปถึงเตรียมที่จะการบังคับใช้มาตรการให้นักท่องเที่ยวต้องสวมหน้ากากอนามัยขณะเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นบนเครื่องบิน รถไฟ หรือรถประจำทาง จนถึงวันที่ 18 มีนาคมปีหน้า

นักวิเคราะห์จาก Oanda ระบุว่า ประเด็นไวรัสโอไมครอนยังเป็นปัจจัยหลักที่ยังมีผลต่อตลาดจนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจน ในอีก 2 สัปดาห์หน้า ประเด็นที่จะเพิ่มมาจากไวรัสคือ ห่วงโซ่อุปทาน และเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ นักลงทุนยังเกาะติดความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลาง (เฟด) จะเร่งลดการซื้อพันธบัตรเร็วกว่าที่คาด และมองข้ามประเด็นที่ว่างบประมาณรัฐบาลจะหมดลงในสัปดาห์นี้ ขณะที่สภาคองเกรสยังไม่บรรลุข้อตกลงในการขยายเพดานหนี้

ในวันนี้สภาผู้แทนราษฎรจะทำการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว เพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางให้มีงบประมาณใช้จ่ายจนถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปีหน้า

กระทรวงแรงงานรายงานการยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่มขึ้น 28,000 ราย มาที่ระดับ 222,000 ราย ต่ำกว่า 240,000 รายที่นักวิเคราะห์คาด

รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจใน 12 เขต (Beige Book) ของเฟดระบุว่า เศรษฐกิจเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนขยายตัวเล็กน้อยจนถึงปานกลางแต่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงักงันและการขาดแคลนแรงงาน ส่วนการจ้างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยถึงมากทั่วประเทศ

นักลงทุนยังจับตาการรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพฤศจิกายนในวันศุกร์นี้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่า จะเพิ่มขึ้น 581,000 ตำแหน่ง

ตลาดหุ้นยุโรปส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีที่ลดลง 3.8% ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน เพราะนักลงทุนยังกังวลเกี่ยว ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โอไมครอน

ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนตุลาคมยูโรโซนเพิ่มขึ้น 5.4% จากเดือนกันยายน และเพิ่มขึ้น 21.9% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราว่างงานลดลงต่อเนื่องมาที่ 7.3% จาก 7.4% ในเดือนกันยายน

ดัชนี Stoxx Europe 600 ปิดที่ 465.44 จุด ลดลง 5.42 จุด, -1.15%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,129.21 จุด ลดลง 39.47 จุด, -0.55%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 6,795.75 จุด ลดลง 86.12 จุด, -1.25%,
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 15,263.11 จุด ลดลง 209.56 จุด, -1.35%

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 93 เซนต์ หรือ 1.4% ปิดที่ 66.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 80 เซนต์ หรือ 1.2% ปิดที่ 69.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล