เตือน 7 วันหุ้นไทยพุ่งแรง 12% ระวังท่องเที่ยว-พลังงาน ชูรพ.-แบงก์

เตือน 7 วันหุ้นไทยพุ่งแรง 12% ระวังท่องเที่ยว-พลังงาน ชูรพ.-แบงก์

HoonSmart.com>>หุ้นไทยที่พุ่งแรง 55 จุด หรือ 4.31% ปิดที่ระดับ 1,341.24 จุด ถือว่าดีดกลับขึ้นมาแรงและเร็วเกินคาด เพียง 7 วัน กระโดดขึ้นมา 146.29 จุด คิดเป็น 12.24% เทียบกับระดับปิดต่ำสุดของปีที่ 1,194.95 จุด เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาหุ้นหลายตัววิ่งขึ้นมา 20-30% เกิดคำถามว่า จะลุยต่อได้หรือไม่ และหุ้นตัวไหน กลุ่มไหนจะไปต่อ

 

วันที่ 10 พ.ย. ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,341.24 จุด แตะสูงสุดรอบเกือบ 3 เดือน ด้วยมูลค่าการซื้อขายถึง 166,674.91 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 17 เดือน นักลงทุนต่างชาติลุยซื้อ  1.89 หมื่นล้านบาท ติดต่อเป็นวันที่สอง  สถาบันไทยช่วยช้อนด้วย 3,090 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนในประเทศขายทำกำไร 22,012 ล้านบาท

“คณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน – วิเคราะห์เทคนิค บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า หุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่องเช่นเดียวกับตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและสิงคโปร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 3-5% ขณะที่ตลาดหลักๆ ในเอเชียเริ่มขึ้นแผ่วลง เช่นเดียวกับดาวโจนส์ฟิวเจอร์สและตลาดหุ้นยุโรป  จากปัจจัยหลักความคืบหน้าของการทดสอบวัคซีนต้านโควิด-19 ส่งผลให้เงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดหุ้นทั่วโลก

สำหรับหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ได้แก่กลุ่มแบงก์ พลังงาน ขนส่ง ท่องเที่ยว เนื่องจากราคายังไม่ได้ขึ้นมาก ในทางกลับกันหุ้นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้ถูกเทขาย เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หุ้นกลุ่มเกษตรและหุ้นขนาดเล็กในตลาด mai

แนวโน้มพรุ่งนี้ (11 พ.ย.) คาดว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้นต่อแต่ชะลอลงหลังขึ้นแรงอย่างรวดเร็ว โดยมองดัชนีทดสอบแนวต้าน 1,350-1,355 จุดและแนวรับ 1,330 จุด สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีหุ้นในพอร์ต ยังไม่แนะนำให้ซื้อ ควรรอราคาปรับฐาน หลังดัชนีทะแนวต้าน 1,340 จุด อีกทั้งยังต้องติดตามความคืบหน้าของวัคซีนต่อเนื่องและนโยบายของ โจ ไบเดน ว่าที่ประธนาธิบดีสหรัฐ อย่างเป็นทางการ

“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นกลุ่มวัฐจักร หลังจากดัชนีหุ้นขึ้นทะลุ 1,300 จุด มองว่ากลุ่มท่องเที่ยวไม่แนะนำ คาดว่าราคายังขึ้นไปไม่ไกล เนื่องจากต้องรอผลสรุปในท้ายที่สุดว่า ผู้พัฒนาวัคซีนโควิด-19 จะสำเร็จกี่ราย และจะสามารถเริ่มใช้ได้เมื่อไหร่ ส่วนกลุ่มพลังงาน คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะมีโอกาสพักฐานอีกครั้ง หลังสัญญาณดอลลาร์เริ่มแข็งค่าขึ้น ต้อนรับประธานาธิบดีคนใหม่ รอปัจจัยบวกใหม่เข้ามาหนุน เช่นสัญญาณการใช้น้ำมันดิบ ตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว จึงเลือกเข้าลงทุนอีกครั้ง

ขณะที่กลุ่มธนาคารยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการลงทุน แนะนำใช้จังหวะตลาดย่อตัวในการทยอยเข้าซื้อ เนื่องจากราคายังไม่ปรับขึ้นช้ากว่าตลาด จากต้นปีถึงปัจจุบันราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ยังติดลบประมาณ 30% แนะนำ KBANK ส่วนอีกกลุ่มที่ยังปรับขึ้นช้ากว่าตลาด แนะนำกลุ่มโรงพยาบาล คาดว่าจะเป็นอีกกลุ่มที่นักลงทุนจะใช้เวียนกลุ่มเล่น ให้หุ้น BDMS และ EKH

ด้าน“สุนทร ทองทิพย์” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า หุ้นวัฐจักรยังมีโอกาสไปต่อได้อีก จากข่าววัคซีนที่เข้ามาหนุนตลาดหุ้นปรับขึ้นกว่า 55 จุด โดยแนะนำกลยุทธ์เล่นหุ้นที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 โดยตรง เนื่องจากประเทศเป็นประเทศที่พึงพาท่องเที่ยวมาก พอมีปัจจัยบวก คาดว่าเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศกลับมา วันนี้นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิกว่า 18,958 ล้านบาท ให้หุ้นเด่น MINT, AAV, ERW, TOP, SPRC, AMATA, CRC, CPN, CPALL, BBL, SCB, BTS, BEM และ PSL

สถานการณ์หุ้นขึ้นแรงขนาดนี้เชื่อว่านักลงทุนคงจะติดหนักว่าจะบริหารพอร์ตอย่างไร หลังจากหุ้นขึ้นแรงเกินความคาดหมาย  วันที่ 10 พ.ย.  นำตลาดโดยดัชนีกลุ่มขนส่งขึ้นแรง +13.42% นำโดย AOT +18.34% รวมถึงหุ้นการบิน กลุ่มท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 8.29% ธนาคารพาณิชย์ 9.34% ส่วนค่าเงินบาทแข็งปิดที่ 30.44 บาทต่อดอลลาร์ และทองคำดิ่งแรงบาทละ 1,150 บาท จากเปิดตลาดทรุด 1,200 บาท และมีการเปลี่ยนแปลงถึง 10 ครั้งภายในหนึ่งวัน