‘BTS-STEC’ กำไรทั้งคู่ โยกหุ้น ‘หมอชิตแลนด์’

‘BTS-STEC’ กำไรทั้งคู่ โยกหุ้น ‘หมอชิตแลนด์’

HoonSmart.com>>กลุ่มบีทีเอสซื้อกลับบริษัท หมอชิตแลนด์ จากบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น มูลค่า 4,450 ล้านบาท ปีก่อนบริษัทยูซิตี้ ขายออกไปให้ STEC ราคา 4,320 ล้านบาท  U ขายทิ้งหุ้นเนชั่นฯ มุ่งเน้นธุรกิจหลัก

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) เปิดเผยว่า วันที่ 22 ต.ค.2563 บริษัทเข้าทำสัญญาซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท หมอชิตแลนด์ จากบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ในราคาทั้งสิ้น 4,450 ล้านบาท และอนุมัติเงินลงทุนโครงการหมอชิต คอมเพลกซ์ อีกประมาณ 9,940 ล้านบาท โดยมี STEC เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2567

การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ทำให้ STEC มีกำไรเกิดขึ้นประมาณ 130 ล้านบาท เมื่อเทียบกับราคาที่ซื้อบริษัท หมอชิตแลนด์ มาจาก บริษัท ยู ซิตี้ (U) ในราคา 4,320 ล้านบาท มีการลงนามซื้อขายหุ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ครั้งนั้น U ได้กำไร เพราะขายสูงกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี (บุ๊กแวลู) ที่ระดับ 2,447 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธ.ค.2561 และ BTS ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ U สัดส่วน 36.22% ก็รับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจาก U จากการที่ขายบริษัทหมอชิตแลนด์ ประมาณ 1,118 ล้านบาท

บริษัท หมอชิตแลนด์ ถือครองที่ดินจำนวน 63 แปลง ตั้งอยู่ที่ แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่รวมประมาณ 11-0-40.7 ไร่ กำลังก่อสร้างโครงการหมอชิต คอมเพลกซ์ เป็นอาคารประเภทมิกซ์ยูส ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน พื้นที่ให้เช่าร้านค้า และพื้นที่จอดรถ สูง 36 ชั้น และชั้นใต้ดิน 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 82,193 ตารางเมตร ซึ่งเป็นแผนเดียวกับที่ STEC ประกาศว่าจะก่อสร้างโครงการดังกล่าวหลังจากซื้อบริษัทหมอชิตแลนด์จาก U

ด้าน นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ STEC กล่าวว่า การขายหุ้น บริษัท หมอชิตแลนด์ ทั้งหมด 100% ให้กับ BTS เพราะราคาขายมีความเหมาะสม และภายใต้สถานการณ์การเกิดโรคระบาด โควิด -19 ทำให้บริษัทฯได้รับเงินสด เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง โดยนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัทฯ จึงมีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์กับบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น

นอกจากนี้บริษัท U แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ว่า วันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายหุ้นบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป(NMG) ทั้งหมด จำนวน 406 ล้านหุ้น คิดเป็น 9.99% มูลค่ารวม 69.086 ล้านบาท ในราคาหุ้นละ 0.17 บาท ซึ่งเป็นราคาสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องหมาย SP คาดว่าจะโอนหุ้นแล้วเสร็จภายในวันที่ 4 ธ.ค. 2563 เหตุผลในการขายหุ้น NMG เนื่องจากบริษัทได้ปรับแผนการลงทุนและพัฒนา โดยมุ่งเน้นในทรัพย์สินหลักของบริษัทก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน