HoonSmart.com>>ท่ามกลางทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs จำเป็นต้องยกระดับการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) จึงเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจเตรียมรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนด ESG ที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นในตลาดโลก

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ EXIM BANK ได้จัดงานเสวนา “เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจต้องปรับ : ความยั่งยืนกับโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางกฎระเบียบการค้าด้านสิ่งแวดล้อมและแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยมีนายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิตและส่งออกบรรจุภัณฑ์จากเยื่อพืชธรรมชาติภายใต้แบรนด์ Gracz นางสาววรมน สินสุวรรณ ผู้อำนวยการกองสหภาพยุโรป กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ และนายอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่
นายชลัช กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมูลค่าส่งออกมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 40% ของการส่งออกไทย กำลังส่งผลต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดย EU ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ European Green Deal และมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแล้วกว่า 3,400 มาตรการ อาทิ กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) กฎหมายว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของภาคธุรกิจ (CSRD) ขณะที่สหรัฐฯ และจีนก็มีการพัฒนามาตรการและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนเช่นเดียวกัน
แนวโน้มดังกล่าวทำให้การเตรียมความพร้อมด้าน ESG กลายเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่กระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การจัดหาวัตถุดิบ การใช้พลังงาน การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แม้การปรับตัวจะมาพร้อมต้นทุนและความท้าทาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการที่สามารถยกระดับการดำเนินธุรกิจได้เร็วและมีข้อมูล ESG ที่น่าเชื่อถือ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ย่อมมีโอกาสสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้า ขยายโอกาสทางการค้า และเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวได้มากขึ้น
นางสาววรมน กล่าวว่า สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการทำตลาดใน EU การทำความเข้าใจข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกฎระเบียบ PPWR ซึ่งครอบคลุมการกำกับดูแลบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผู้ประกอบการไทยจึงควรติดตามพัฒนาการของกฎหมายและข้อกำหนดทางเทคนิคอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับมาตรฐานสินค้า และวางแผนธุรกิจให้สอดรับกับทิศทางด้านความยั่งยืน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงกับตลาด EU และห่วงโซ่อุปทานโลก
ในมุมของภาคธุรกิจ นพ.วีรฉัตร กล่าวว่า ปัญหาขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกที่ส่งผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เป็นแรงผลักดันให้ภาคเอกชนต้องเร่งสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน โดย GRACZ พัฒนาบรรจุภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ชานอ้อย ไผ่ ฟางข้าว และเปลือกทุเรียน ซึ่งสามารถย่อยสลายได้และไม่ใช้การเคลือบพลาสติก สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และทิศทางกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก โดยเฉพาะ PPWR ของ EU สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตาม แต่สามารถเป็นปัจจัยสร้างความได้เปรียบและเป็น “License to Trade” ที่ช่วยเปิดประตูสู่ตลาดต่างประเทศ
นายอิทธิพล กล่าวว่า แม้ข้อกำหนดการรายงานข้อมูลความยั่งยืนภายใต้ CSRD ของ EU อาจยังไม่ส่งผลโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทยส่วนใหญ่ในระยะสั้น แต่ผู้ประกอบการมีโอกาสได้รับผลกระทบผ่านคู่ค้าใน EU ซึ่งต้องการข้อมูล ESG จากบริษัทต่าง ๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ด้วยเหตุนี้ EXIM BANK จึงเตรียมพัฒนาบริการเพื่อช่วยเหลือ SMEs และผู้ส่งออกที่เป็นลูกค้าของธนาคารในการจัดเตรียมข้อมูลและรายงานด้านความยั่งยืน ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้นำเข้าและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดทางการค้า และต่อยอดไปสู่การเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวและสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต
ทั้งนี้ EXIM BANK ได้เดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อเสริมทั้งองค์ความรู้ แหล่งเงินทุน และกลไกสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด อาทิ สินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon และสินเชื่อ Green X Transformation เพื่อสนับสนุนการลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี รวมถึงการนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในภาคธุรกิจ โดย SMEs สามารถขอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.75% ต่อปีใน 2 ปีแรก วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท และผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี ช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านเงินทุน EXIM BANK ยังส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจ โดยสนับสนุนผู้ประกอบการที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) แบบแผนงานของ EXIM BANK รวมทั้งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผลักดันการใช้ระบบ SET Carbon ภายใต้โครงการ EXIM Know Your Carbon โดยผู้ประกอบการที่ใช้สินเชื่อกับ EXIM BANK และจัดทำรายงานผ่านระบบดังกล่าว จะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญาเงินกู้
“EXIM BANK มุ่งหวังให้การยกระดับขีดความสามารถด้าน ESG ของผู้ประกอบการไทยเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความพร้อมรับมือกับกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากข้อกำหนดใหม่ของตลาดต่างประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้า ขยายตลาด และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคส่งออกไทย ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายชลัช กล่าว
