ตลท.-โบรกเกอร์ ติด AI สแกนโกงเรียลไทม์-ลดเวลาทำงาน 50% ผนึก Google พัฒนา ‘ATLAS’ รับมือคอขวดพลังงาน

HoonSmart.com>>ตลาดทุนไทย ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน นำปัญญาประดิษฐ์ปฏิวัติอุตสาหกรรมสำเร็จ ตลท.ใช้ AI ในทุกมิติ ตรวจจับการปั่นหุ้น-อินไซเดอร์ บ่มเพาะ AI Coding ลดเวลาพัฒนาระบบงานภายในลงได้ 50% ฝั่งโบรกเกอร์ 53% ติดตั้ง AI เรียบร้อย ลุยพัฒนา”ATLAS” ร่วมกับ Google Cloud สร้างศูนย์กลางข้อมูลอัจฉริยะ เตรียมรับมือ Data Center การจัดการด้านพลังงาน หนุนการขยายตัวของเทคโนโลยีในระยะยาว

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกรายงาน “บทบาทและการประยุกต์ใช้ AI ในตลาดทุนไทย” สรุปภาพออกมาได้ว่า ความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่กำลังปูพรมปฏิวัติระบบการเงินโลก ได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่ตลาดทุนโลกและตลาดทุนไทยอย่างเต็มรูปแบบแล้ว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ต่างพากันเร่งสปีดติดเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปในทุกมิติของกระบวนการทำงาน เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในระดับสากลที่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

​จากข้อมูลล่าสุดประจำปี 2569 ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายและโอกาสครั้งใหญ่ โดยรายงาน Global AI Adoption in 2025: A Widening Digital Divide โดย Microsoft AI Economy Institute ระบุว่า สัดส่วนผู้ใช้ AI ในประชากรวัยทำงานทั่วโลกได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 16.30%

ขณะที่ประเทศไทยรั้งอันดับ 89 ของโลก ด้วยสัดส่วนการใช้งานที่ 10.7% แม้ในเชิงโครงสร้างพื้นฐานตัวเลขดูเหมือนจะน้อย

แต่หากเจาะลึกไปที่พฤติกรรมผู้บริโภค รายงาน Decoding Global Talent 2024: GenAI Edition กลับพบข้อมูลที่น่าทึ่งว่า คนไทยกว่า 48% มีการใช้งาน AI เป็นประจำทุกเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (44%) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (39%)

ขณะที่ การใช้งาน AI ในตลาดทุน พบว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในหลายมิติ ตั้งแต่ต้นทาง คือ คัดกรองเอกสารไฟลิ่ง (Filing) ของบริษัทที่ขอจดทะเบียนในขั้นตอนการเตรียมการนำเสนอขายหลักทรัพย์ (IPO) ทั้งการตรวจจับรายการซื้อขายผิดปกติ อาทิ การปั่นหุ้น การใช้ข้อมูลภายในมาซื้อขาย เป็นต้น การวิเคราะห์พฤติกรรมการส่งคำสั่งซื้อขายของระบบอัลกอริทึมความถี่สูง (HFT) เพื่อพยากรณ์การกระจายตัวของสภาพคล่อง (Liquidity Profiles) ในช่วงเวลาที่ตลาดตึงเครียด ตลอดจนการใช้ AI ในการวิเคราะห์สถานการณ์ในอดีตจากข้อมูลเชิงลึก (Tick Data) เพื่อสร้างแบบจำลองคาดการณ์ภาวะตลาดล่มหรือภาวะที่ระบบจะเกิดความผันผวนรุนแรง (Market Stress) และให้ AI ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าให้ผู้บริหารตลาดสามารถเตรียมมาตรการรับมือ เป็นต้น

ในด้านการกำกับดูแลได้มีการจัดทำและเผยแพร่ “คู่มือกรอบการกำกับดูแลการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning: ML) ในตลาดทุน” เพื่อเป็นแนวทางสำหรับ ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนในการนำเทคโนโลยี AI และ ML มาใช้ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ใช้งานและสังคมโดยรวม ซึ่งสะท้อนแนวคิดการกำกับดูแลที่มุ่งสนับสนุนนวัตกรรมควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้ลงทุนและเสถียรภาพของตลาดทุ

ในส่วนของตลาดทุนไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนไทยผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เสริมสร้างความโปร่งใส และยกระดับความสามารถในการกำกับดูแลตลาดทุนให้เท่าทันกับความซับซ้อนของธุรกรรมและข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล โดยการนำ AI มาใช้ครอบคลุมทั้งด้านการกำกับดูแลการซื้อขาย การกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน การบริหารจัดการข้อมูล การพัฒนาระบบสารสนเทศ และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ในด้านการกำกับดูแลตลาด (Market Surveillance) ได้พัฒนาระบบกำกับดูแลเชิงรุก (Proactive Surveillance & RegTech) จากแนวทางดั้งเดิมที่อาศัยกฎเกณฑ์ (Rule-based) สู่การใช้โมเดล AI และ Machine Learning เพื่อเรียนรู้รูปแบบพฤติกรรมการซื้อขายในอดีตและตรวจจับธุรกรรมที่อาจเข้าข่ายการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Market Misconduct) ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น อาทิ การส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะสร้างราคาหลักทรัพย์ (Spoofing และ Layering) หรือการใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) ซึ่งช่วยให้สามารถติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที รวมถึงช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อประกอบการตัดสินใจด้านการกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน ได้ นำ AI มาสนับสนุนการกำกับดูแลเชิงรุก โดยต่อยอดจากแนวคิดการกำกับดูแลและตรวจสอบตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Supervision: RBS) กล่าวคือความเข้มงวดของการกำกับดูแลจะแตกต่างกันตามระดับความเสี่ยง โดยพิจารณาจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากงบการเงิน ความเห็นผู้สอบบัญชี ข่าวสาร และการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน ในการประเมินความเสี่ยงและตรวจจับธุรกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน ที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถแจ้งเตือนประเด็นสำคัญต่อผู้ลงทุนได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย

ขณะเดียวกันได้จัดตั้ง Common AI API Service ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางสำหรับเชื่อมต่อบริการ AI เข้ากับระบบงานต่างๆ ขององค์กร ช่วยให้การพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรม AI เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร

และอีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ การพัฒนาแพลตฟอร์ม ATLAS (Automated Thai Listed Company AI-Info System) ร่วมกับ Google Cloud ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลาง (Capital Market Intelligence Platform) ที่ผสานเทคโนโลยี Generative AI เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนจากหลายแหล่ง ทั้งข้อมูลบริษัทจดทะเบียน ข่าวสาร การเปิดเผยข้อมูล กฎเกณฑ์ และข้อมูลการซื้อขายเบื้องต้น ให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าถึงและใช้งานได้ง่าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรภายในตลาดทุนทุกฝ่าย ทั้งบุคลากรในตลาดหลักทรัพย์ฯ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ในตลาดทุน ซึ่งถือว่าเป็นการที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางข้อมูลอัจฉริยะของตลาดทุนไทยในอนาคต

นอกจากนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร ด้วยการนำ Generative AI มาใช้งานในหลากหลายด้าน อาทิ การสืบค้นและสรุปข้อมูล การแปลภาษา การถอดเสียงเป็นข้อความ และการสร้างสื่อดิจิทัล เป็นต้น โดยพิจารณาถึงความปลอดภัยและความเหมาะสมของแต่ละงาน และเริ่มนำ AI Coding มาใช้สนับสนุนกระบวนการพัฒนาระบบภายในองค์กร โดย AI สามารถช่วยสร้างโค้ดพื้นฐานและสนับสนุนการพัฒนาระบบได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระยะเวลาการพัฒนาในบางระบบงานลดลงได้ถึงประมาณ 50 % ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนานวัตกรรมและการตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานในยุคดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน โดยนำ AI มาใช้ในการตรวจจับภัยคุกคามทางไซเบอร์และพฤติกรรมการเข้าใช้งานที่ผิดปกติผ่านระบบการตรวจหาและการตอบสนองต่อภัยคุกคามข้อมูลประจำตัว (Identity Threat Detection and Response: ITDR) รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มในการป้องกันชื่อเสียงและทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร (Brand Protection Platform) เพื่อเฝ้าระวังเว็บไซต์ ข่าวสาร และโฆษณาหลอกลวงที่แอบอ้างการลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ ช่วยลดความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทย

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร และยังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนในทุกมิติ ตั้งแต่ข้อมูล การกำกับดูแล ความปลอดภัย และการให้บริการแก่ผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลภายใต้เศรษฐกิจดิจิทัลและยุยุค AI อย่างยั่งยืน

ฝั่งผู้ประกอบการ รายงาน Capital Market Note จากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) เผยผลสำรวจโบรกเกอร์สมาชิก 28 บริษัท พบว่า 53% ของบริษัทหลักทรัพย์ไทยได้นำ AI เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเรียบร้อยแล้ว ขณะที่อีก 18% อยู่ในแผนเตรียมคลอดภายใน 1-2 ปีข้างหน้า ส่วนที่เหลืออีก 29% ยังคงรอดูสถานการณ์

ลักษณะงานที่บริษัทหลักทรัพย์นำ AI มาประยุกต์ใช้ ส่วนใหญ่เป็น งานด้านทั่วไป อาทิ การเขียน การทำรายงาน เป็นต้น ตามมาด้วย งานด้าน IT อาทิ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น

งานหน้าบ้าน หรือ Front Office ที่ทำหน้าที่ติดต่อโดยตรงกับลูกค้า ที่นำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและติดตามความคิดเห็นของลูกค้า การใช้ Chatbot และ AI ในการให้คำปรึกษาเบื้องต้นและตอบข้อซักถามของนักลงทุน

งานหลังบ้าน หรือ Operationใง ที่นำ AI มาใช้ในการจัดทำรายงานต่างๆ และลดขั้นตอนงานซ้ำซ้อน และ

งานด้านการบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลกิจการ โดยใช้ระบบ Machine Learning ช่วยตรวจสอบความผิดปกติและประเมินความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

รูปแบบของ AI ที่บริษัทหลักทรัพย์นำมาใช้ ส่วนใหญ่หรือกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างจัดซื้อ AI สำเร็จรูปมาใช้ในการทำงาน ตามมาด้วยจัดซื้อมาแล้วนำมาพัฒนาต่อเพื่อใช้งาน และส่วนน้อยที่พัฒนา AI เพื่อใช้งานเอง

เมื่อติดตามความคืบหน้าเพิ่มเติมของการนำ AI มาใช้จากบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ พบว่า บริษัทหลักทรัพย์กำลังใช้ AI ในหลากหลายด้าน ทั้งเพื่อดึงดูดลูกค้าด้วยบริการที่สะดวกรวดเร็ว ลดต้นทุนด้านบุคลากรในส่วนที่ระบบอัตโนมัติทำแทนได้ ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยตามกฎหมายควบคุมการให้บริการทางการเงิน อาทิ

​ในขั้นตอนการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นออนไลน์: บล. ได้นำ AI มาใช้ยืนยันตัวตนเพื่อป้องกันการปลอมแปลงตัวตนจากมิจฉาชีพ จากการนำภาพถ่ายหรือวิดีโอ (Deepfake) มาสวมสิทธิ์สแกนใบหน้า

การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล: เกี่ยวกับพฤติกรรมการลงทุนของลูกค้าเพื่อทำการตลาดแบบแบ่งกลุ่มเฉพาะ (Hyper-personalization) หรือศึกษาพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตรงความต้องการในเวลาที่เหมาะสม

การใช้ AI ในการจัดพอร์ตลงทุน: และปรับสัดส่วนเงินลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก หรือพัฒนาระบบคัดหุ้นด้วยระบบ AI และระบบซื้อขายอัตโนมัติ

การใช้ AI ตรวจจับการโจมตีทางไซเบอร์: ที่เข้ามายังระบบส่งคำสั่งซื้อขาย หรือวิเคราะห์พฤติกรรมการโอนเงินเข้า-ออกพอร์ตที่ผิดปกติเพื่อป้องกันการฟอกเงินและการใช้บัญชีม้า เป็นต้น

​ดังนั้น อาจสรุปกลยุทธ์โดยรวมของบริษัทหลักทรัพย์ในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ก็คือ “การเปลี่ยนข้อมูล (Data) ให้เป็นมูลค่า (Value)”

​โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า การประยุกต์ใช้ AI ในตลาดทุนโลกและประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่มีความท้าทายในด้านต้นทุนพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ที่ต้องเร่งขยายตัว สำหรับตลาดทุนไทย หน่วยงานกำกับดูแลได้วางกรอบการกำกับดูแลการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทหลักทรัพย์ได้นำ AI มาขับเคลื่อนงานหลากหลายมิติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และในฉบับต่อไปจะนำเสนอการปรับตัวและการประยุกต์ใช้ AI ของบริษัทจดทะเบียนต่อไป

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–