HoonSmart.com >> กระทรวงอว.โดย สอวช. จับมือ AIS Academy และ ไอริส คอนซัลติ้ง เปิดตัว ดัชนีประเมินความพร้อมด้าน AI “TARI” หรือ “ทาริ” สำหรับองค์กรไทยครั้งแรกของประเทศ ช่วยภาคธุรกิจสามารถประเมินศักยภาพ ค้นหาช่องว่างที่ต้องพัฒนา วางแผนขับเคลื่อน AI ได้ตรงจุด ตั้งเป้าปีแรกดึง 5,000 องค์กร ระยะถัดไปกว่า 2 หมื่นองค์กร ร่วมประเมิน สร้างฐานข้อมูลกลาง ยกระดับความพร้อม อุดรอยรั่ว-สปีดการลงทุนเทคโนโลยีให้ตรงเป้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุค AI สยายปีกแข่งขันในเวทีโลก

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กล่าวในงาน เปิดตัว “ทาริ” หรือ “TARI” หรือดัชนีวัดความพร้อมด้านเอไอของประเทศไทย
ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสร้าง มาตรวัดความพร้อมด้านเอไอ และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง เพื่อยกระดับประเทศสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงและหลุดพ้นจากการเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
ปัจจุบันโลกกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ความท้าทายหลัก 3 ด้าน ได้แก่
1. สงครามวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งผลให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เรื่องของสายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่ทุกคน รวมถึงผู้ที่เรียนสายศิลป์จำเป็นต้องเข้าถึงและใช้งานได้
2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เชื่อมโยงไปสู่ความต้องการข้อมูลเชิงลึก เช่น เทคโนโลยีอวกาศ และดาวเทียมวงโคจรต่ำ ของหน่วยงาน GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อการเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำสูงและสร้างความมั่นคงด้านข้อมูลในกรณีที่ต่างประเทศปิดกั้นการเข้าถึง
3.สังคมผู้สูงอายุ ผลักดันอุตสาหกรรม Wellness ไปสู่การแพทย์แม่นยำ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์ ร่วมกับข้อมูลสิ่งแวดล้อมเพื่อผลิตยาเฉพาะบุคคล
แม้ว่าวิสัยทัศน์ “AI for All” จะเป็นเป้าหมายหลักในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งระบบ แต่ข้อจำกัดที่แท้จริงของประเทศไทยในปัจจุบันคือการขาดแคลนเทคโนโลยีแวดล้อมด้าน AI เป็นของตัวเอง เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น ไต้หวัน จีน สหรัฐฯ และยุโรป ต่างเดินหน้าโครงการเก็บข้อมูล ข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์ ของประชากร แต่ในไทยเพียงแค่โครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐานอย่าง “ตู้แช่แข็งอุณหภูมิต่ำติดลบ 80 องศาขึ้นไป เพื่อเก็บรักษา DNA ก็ยังไม่พอ
นอกจากนี้ ยังไม่มี ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือระบบคลาวด์ที่เป็นของตนเอง ลดทอนการเปลี่ยนแปลงด้าน AI ของประเทศอย่างมหาศาล หากไทยมีเครื่องมือจัดเก็บข้อมูล (data acquisition tools) มี wearable sensor มีชิปบลูทูธ มีการทำอุตสาหกรรมกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ใน Data Center ของตนเอง รวมถึงชิ้นส่วนอย่างสายไฟ แผงวงจร (PCB) ฮาร์ดดิสก์ และพลังงานที่มั่นคง จะช่วยปลดล็อกความกลัว และทำให้คนไทยกล้าคิดกล้าสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างแท้จริง และลดความเสี่ยงในการพึ่งพาต่างประเทศ
ยกตัวอย่าง ความเสี่ยงกรณีข่าวของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Anthropic ที่อยู่ดีๆ ก็มีการประกาศจำกัดไม่ให้ใช้ตัวโค้ด (Code) บางส่วน ส่งผลให้ผู้ใช้งานที่วางแผนระบบไว้ล่วงหน้าต้องเกิดความระสับระส่าย และแม้จะมีการเปิดให้เข้าถึงในระดับทั่วไป แต่การถูกปิดกั้นส่วนที่ดีที่สุดไปนั้น ส่งผลให้เกิดช่องว่างความเจริญทางเทคโนโลยีที่แตกต่างกันถึง 10 เท่า
“หากเราเป็นเพียงผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่สะเทือน แต่ถ้าวันนี้เราจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เราคงไม่สามารถทำแค่รับวิทยาการจากคนอื่นได้อีกต่อไป แต่ต้องผันตัวเป็นผู้ผลิตและสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ศร.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ดัชนี TARI จะเป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์ชิ้นสำคัญที่ภาครัฐนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากในการขับเคลื่อนประเทศ
<span;>ช่วยประเมินและจำแนกระดับความพร้อมด้าน AI ขององค์กรตั้งแต่กลุ่ม SME ไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยควรเข้าไปเติมเต็มในมิติใด
ข้อมูลจากดัชนีนี้จะถูกนำไปใช้พัฒนาหลักสูตรมหาวิทยาลัย งานวิจัย และงานบริการวิชาการ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะ AI ตรงตามความต้องการของภาคเอกชนอย่างแท้จริง ช่วยเชื่อมต่อภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และกระทรวง อว. ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ กระทรวง อว. ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนโครงการ TARI ร่วมกับองค์กรเอกชนกลุ่ม Founding Members อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันประเทศไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและดิจิทัลอย่างยั่งยืน
น.ส.กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร AIS กล่าวว่า ไทยกำลังอยู่บนหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุค AI ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนเพียงวิธีการทำงาน แต่กำลังเปลี่ยนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่ใครแต่คือเราจะสร้างความพร้อมให้คนองค์กรและประเทศใช้ AI เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไร
ความท้าทายของหลายองค์กรในวันนี้ไม่ใช่การขาดแคลนเทคโนโลยี แต่คือการไม่รู้ว่าตนเองพร้อมแค่ไหน ควรเริ่มต้นจากตรงไหนและจะใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร นี่คือโจทย์สำคัญที่เรา ต้องเร่งตอบให้ได้ร่วมกัน
จากประสบการณ์ของ AIS ในการขับเคลื่อน AI transformation ภายในองค์กรทั้งการพัฒนา AI literacy การเตรียมความพร้อมในการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานการพัฒนาทักษะบุคลากรทุกระดับและการต่อยอดสู่สินค้าและบริการสำหรับลูกค้าองค์กร ประสบการเหล่านี้ทำให้เราเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ต้องเริ่มจากการเข้าใจความพร้อมของตนเองทั้งด้านคนทักษะ ข้อมูลกระบวนการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านเทคโนโลยี
จากวิสัยทัศน์ภารกิจคิดเผื่อ ที่ AIS ยึดเป็นแนวคิดหลักที่ไม่ได้มองเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีหรือศักยภาพเฉพาะภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังคิดเผื่อไปถึงความพร้อมขององค์กรไทยคนไทยและประเทศในภาพรวม จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในการพัฒนา “TARI” ให้เป็นเครื่องมือกลางที่ช่วยให้องค์กรไทยประเมินความพร้อมเห็นช่องว่างและกำหนดทิศทางการใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเชื่อว่า “TARI” จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรไทยและประเทศก้าวสู่เศรษฐกิจ AI ได้อย่างมั่นคงในวันที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ใครมี AI มากกว่าแต่ใครพร้อมใช้ AI ได้ดีกว่า
ดร. สุรชัยสถิตย์ คุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายของการวางนโยบายด้าน AI คือการมีข้อมูลที่เพียงพอเชื่อถือได้และสะท้อนสถานะจริงขององค์กรไทย ปัจจุบันข้อมูลความพร้อมในการนำ AI ไปใช้ยังอยู่กระจัดกระจายและไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นระบบ “TARI” จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบกรอบการประเมินร่วมเพื่อให้ทุกส่วนเห็นระดับความพร้อมให้ชัดเจนมากขึ้น โดย สอวช.จะนำข้อมูลภาพรวมจาก “TARI”มาใช้วิเคราะห์และออกแบบมาตรการสนับสนุนให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละอุตสาหกรรมพร้อมกำกับดูแลข้อมูลอย่างรอบคอบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่องค์กรที่ร่วมที่เข้าร่วมและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้อย่างเหมาะสม
นายบริวัฒน์ ปิ่นประดับ ประธานกรรมการบริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง เปิดเผยว่า จากการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจว่า หลายองค์กรมีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อน AI แต่ยังเผชิญความไม่ชัดเจนว่าจะเริ่มลงทุนในส่วนใดก่อน ระหว่างการพัฒนาบุคลากร การจัดการข้อมูล หรือการปรับกระบวนการทำงาน ขณะที่บางองค์กรมีโครงการ AI แล้ว แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงให้เกิดผลลัพธ์ในระดับภาพรวมขององค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม
TARI จะเป็น เครื่องมือวัดผลมาตรฐานกลางที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจชั้นนำ เพื่อสร้าง “ภาษากลาง” และพิมพ์เขียวให้องค์กรไทยเข้าใจจุดเริ่มต้นและมองเห็นทิศทางการพัฒนาตนเองได้อย่างแท้จริง

ดัชนี TARI ถูกออกแบบระบบการประเมินให้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับนโยบายของผู้บริหารระดับสูง ไปจนถึงการใช้งานจริงของพนักงาน โดยวัดความพร้อมผ่าน 8 มิติสำคัญ ได้แก่ กลยุทธ์และภาวะผู้นำด้าน AI การจัดการข้อมูล เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรและทักษะด้าน AI ธรรมาภิบาลและความเสี่ยง กรณีการนำ AI ไปใช้งานและการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กรและการบริหารการเปลี่ยนแปลง และการนำ AI ไปใช้จริงและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ขับเคลื่อนผ่าน 3 ขั้นตอน
การวัดผล ช่วยให้องค์กรเข้าใจระดับความพร้อมรอบด้าน มองเห็นจุดแข็งและช่องว่างที่ต้องเร่งพัฒนา
การเปรียบเทียบ ศักยภาพกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันและภาพรวมระดับประเทศ เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการลงทุน
การลงมือทำ เปลี่ยนผลประเมินให้เป็นแผนปฏิบัติที่ใช้ได้จริง ทั้งการรีสกิลบุคลากร การเลือกใช้เทคโนโลยี และการสร้าง AI Ecosystem
ปัจจุบันมีองค์กรชั้นนำกว่า 40 องค์กรจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมเป็นกลุ่มผู้บุกเบิกในการพัฒนาดัชนีึวามพร้อมด้าน AI ของไทย โดยตั้งเป้าให้องค์กรเข้าร่วมประเมินไม่น้อยกว่า 5,000 องค์กรในปีแรก และกว่า 20,000 องค์กรในระยะถัดไป เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทยในยุคเศรษฐกิจ AI อย่างยั่งยืน
