HoonSmart.com>>สภาพัฒน์ฯ เผยไตรมาส 1 ปี 2569 ลงทุนเอกชนพุ่งสูงสุดในรอบ 11 ปี ด้านดุลการค้าพลิกขาดดุลครั้งแรกรอบกว่า 3 ปี ผลจากการนำเข้าสินค้าทุนพุ่งกว่า 25% ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนแผงวงจรรวม, PCB เครื่องจักรและอุปกรณ์ ทำขาดดุลครั้งแรกรอบ 14 ไตรมาส
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2569 เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.8 % เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 (%YoY) และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยใน ไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวจากไตรมาสที่สี่ของปี 2568 ที่ 0.7% (QoQ_SA)
ด้านการใช้จ่าย การลงทุนรวม การส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเร่งขึ้น การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกบริการกลับมาขยายตัว
สำหรับการลงทุนภาคเอกชนโดยรวมขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 9.9% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 44 ไตรมาส หรือคิดเป็นรอบ 11 ปี นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 เป็นต้นมา
ทั้งนี้คาดว่า ปี 2569 การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 2.4% และ 3.7% ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ สรอ. ขยายตัว 9.6% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.0% – 3.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.0 ของ GDP%
การลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น 10.1% ในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ผ่านมาได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและเครื่องมือที่ขยายตัวสูงถึง 11.5% อย่างไรก็ดี ภาคการก่อสร้างของเอกชนเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 3% จาก 4.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ผลจากการอ่อนตัวของกลุ่มที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ ขณะที่การลงทุนในกลุ่มโรงงานยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 9.4% แม้จะลดลงจาก 12.2% ในไตรมาสก่อนก็ตาม
ทางด้านการลงทุนภาครัฐ ขยายตัวที่ 9.4% ชะลอลงจาก 13.3% ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดก่อนวงเงิน 157,000 ล้านบาท ได้สิ้นสุดโครงการลงแล้วในไตรมาสแรกนี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงบลงทุนรัฐบาลยังคงเติบโตอย่างร้อนแรงถึง 24.1% และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจพลิกกลับมาขยายตัวได้ 2.8% จากที่เคยหดตัว 1.4% ผลจากการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ
ในภาคการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกภาพรวมขยายตัวได้ 12.6% โดยเป็นการส่งออกสินค้าที่เร่งตัวขึ้นถึง 15.5% ขณะที่ภาคบริการพลิกกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อยที่ 1% สำหรับสินค้าส่งออกที่เป็นแกนหลักในการเติบโตส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี อาทิ อุปกรณ์โทรคมนาคมพุ่งสูงถึง 140%ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เติบโตต่อเนื่อง รถกระบะและรถบรรทุกโต 53% และเครื่องใช้ไฟฟ้าโต 19%แต่การส่งออกรถยนต์นั่ง ยางพารา และข้าว กลับปรับตัวลดลง
ตลาดส่งออกสำคัญของไทยในสหรัฐฯ จีน อาเซียน และสหภาพยุโรป ยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ตลาดกลุ่มประเทศ CLMV และเกาหลีใต้ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางที่หดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่ง สศช. ประเมินว่าเป็นผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งภายในภูมิภาคที่เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้า
แม้การส่งออกจะเติบโตได้ดี แต่การนำเข้าเพิ่มขึ้นสูงถึง 21.1% คิดเป็นมูลค่าขยายตัว 25.4% ในกลุ่มสินค้าหลัก โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าชิ้นส่วนแผงวงจรรวม, แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) รวมถึงเครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิตในระยะถัดไป
จากการทะยานขึ้นของการนำเข้าส่งผลให้ ดุลการค้าของไทยพลิกกลับมา ขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส หรือในรอบ 3 ปีครึ่งโดยขาดดุลอยู่ที่ 0.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 6.9 พันล้านบาท พลิกผันจากไตรมาสก่อนหน้าที่เคยเกินดุลอยู่ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับภาคการผลิต ผลผลิตภาคการเกษตรขยายตัวได้ 1.2% โดยมีผลผลิตตามฤดูกาลเป็นตัวหนุน เช่น มังคุด ลิ้นจี่ ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ขณะที่มันสำปะหลังและข้าวเปลือกมีปริมาณลดลง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลคือ ดัชนีราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง 8.5% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน ส่งผลให้ ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมหดตัวลง 6.3% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 แล้ว
สำหรับ อัตราการใช้กำลังการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 61.26% ซึ่งสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 พบว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตยังคงต่ำกว่าเล็กน้อย ซึ่งในขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 61.61%
ภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกน้อยกว่า 30% เน้นการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ เริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียมและการผลิตเนื้อสัตว์ ขณะที่อุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออก 30% ถึง 60% ก็มีการขยายตัวเช่นเดียวกัน อาทิ การผลิตยานยนต์ การผลิตน้ำตาล และอาหารสำเร็จรูป ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออกสูงมากกว่า 60% มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามการผลิตสินค้าสำคัญ เช่น ชิ้นส่วนวงจรอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง
ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารยังคงขยายตัวได้ที่ 2.2% ทว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาสที่ 1 กลับลดลง 2.4% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนสุดท้ายของไตรมาส
อย่างไรก็ดี รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาสนี้ปรับตัวดีขึ้น โดยขยายตัว 4.7% คิดเป็นมูลค่าบริการรับด้านการท่องเที่ยวราว 4.84 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทยอีกประมาณ 2.75 แสนล้านบาท ส่งผลให้รายรับรวมในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 7.59 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส เพิ่มขึ้นประมาณ 3.8% ขณะที่อัตราการเข้าพักในไตรมาสนี้อยู่ที่ประมาณ 74.9% ซึ่งลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย แต่รายได้รวมที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น
สำหรับภาคบริการอื่นๆ สาขาขนส่งและสถานที่เก็บสินค้ายังคงขยายตัวได้ โดยเฉพาะการขนส่งทางบกและทางอากาศ ด้านการก่อสร้างชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 6.2% โดยการก่อสร้างภาคเอกชนชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 3% ขณะที่ภาครัฐอยู่ที่ 8.3% อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างในเขตเทศบาลยังคงมีสัดส่วนที่ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานล่าสุดปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 0.91% เมื่อเทียบกับ 0.7% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสนี้ยังคงติดลบต่อเนื่องที่ 0.5% อย่างไรก็ดี จากตัวเลขล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์ในเดือนเมษายน พบว่าเริ่มมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งคาดว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะเริ่มขยับตัวสูงขึ้นในระยะถัดไป
นอกจากนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลอยู่ที่ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนหนี้สาธารณะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 16.68 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.38% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งในภาพรวมถือว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ
เมื่อพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรก พบว่าหลายประเทศยังคงขยายตัวได้ โดยสหรัฐอเมริกาขยายตัวที่ 2.1% ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะไต้หวันที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 13.7% ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ แนวโน้มการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ในระยะถัดไปคาดว่าจะยังคงเติบโตได้ดีมาก เนื่องจากประเทศปลายทางมีความต้องการและเร่งนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยเองก็ได้รับประโยชน์จากสัญญานการฟื้นตัวและแรงเร่งของการส่งออกในส่วนนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
