HoonSmart.com>>สภาพัฒน์ฯ เผยเศรษฐกิจไตรมาสแรก/69 โต 2.8% จาก 2.5% ไตรมาสก่อน ได้แรงหนุนการลงทุนรวมพุ่ง 9.9% สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส การส่งออกโตแรง 17.8% นำเข้าเพิ่ม 33.1% ดุลการค้าขาดดุลครั้งแรก 14 ไตรมาส ยืนเป้า GDP ทั้งปีโต 1.5–2.5% ได้แรงหนุนจากบริโภค-ลงทุนเอกชน-ส่งออก แม้รายได้ท่องเที่ยวจากต่างชาติชะลอ แต่การใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น รองนายกฯ”เอกนิติ” ห่วงเงินเฟ้อสูง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยอัพเป้าเศรษฐกิจปีนี้จากโต 1.2%เป็น 2%
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8 % จาก 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ด้านการใช้จ่าย การลงทุนรวม การส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเร่งขึ้น การอุปโภค บริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกบริการกลับมาขยายตัว
การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวในเกณฑ์ดี 3.2% ต่อเนื่องจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการใช้จ่ายในทุกหมวด

การลงทุนรวม ขยายตัวในเกณฑ์สูง 9.9% เร่งขึ้นจาก 8.1% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 โดยการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 10.1% เร่งขึ้นจาก 6.5% ในไตรมาสก่อนหน้า การลงทุนในเครื่องจักรเครื่องมือขยายตัวในเกณฑ์สูง 11.5% เร่งขึ้นจาก 6.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนเครื่องจักรอุตสาหกรรม และยานพาหนะเป็นสำคัญ ส่วนการลงทุนในหมวดก่อสร้างขยายตัว 3.0% ชะลอลงจาก 4.8% ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการชะลอตัวของการก่อสร้างที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารพาณิชย์
การลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 9.4% ชะลอลงจาก 13.3% ในไตรมาสก่อน สอดคล้องกับการชะลอตัวของการลงทุนในหมวดก่อสร้างที่ขยายตัว 8.3% ชะลอลงจาก 15.6% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือขยายตัว 13.5% เร่งขึ้นจาก 4.6% ในไตรมาสก่อนหน้า สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ 15.1% (ต่ำกว่าอัตราเบิกจ่าย 19.0% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่สูงกว่า 14.4% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน)
การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17.8% เร่งขึ้นจาก 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรลดลงเนื่องจากการแข่งขันด้านราคาของประเทศผู้ส่งออกในตลาดโลก
การนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 95,399 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 33.1% เร่งขึ้นจาก 17.5% ในไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส โดยปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 25.7% และราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส 0.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.9 พันล้านบาท) เทียบกับการเกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (44.0 พันล้านบาท) ในไตรมาสก่อนหน้า
ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่สาขาการขายส่งและการขายปลีก และสาขาการก่อสร้างชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5–2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2.0%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน 2.การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 3.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก
ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคจะขยายตัว 2.4% และการลงทุนภาคเอกชน 3.7% จาก 3.5% ในปีก่อนหน้า ตามการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ สอดคล้องกับการขยายตัวของการลงทุน ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงและสาขาดิจิทัล
มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัว 9.6% ชะลอลงจากการขยายตัวในเกณฑ์สูง 12.7% ในปี 2568 แต่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.0% ในการประมาณการครั้งก่อน ตามการผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
ขณะที่การส่งออกบริการ คาดว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลงตามการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยคาดว่ารายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.49 ล้านล้านบาท ปรับลดลงจาก 1.65 ล้านล้านบาท ตามการปรับลดสมมติฐานของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังเพิ่มขึ้นจาก 1.47 ล้านล้านบาทในปี 2568 เนื่องจากการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัว 6.2% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.1% ในการประมาณการครั้งก่อน แต่ชะลอลงจาก 9.4% ในปีก่อนหน้า
คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.0–3.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.0% ของ GDP
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า GDP ไทยไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8% ดีกว่าที่คาด จากนโยบาย Quick Big Win ที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนรวมที่โต 9.9% สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 10.1% ถือเป็นการโตระดับสองหลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี ส่วนการลงทุนภาครัฐโต 9.4% จากการเร่งเบิกจ่าย รัฐบาลมองว่าการลงทุนกลับมาเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ทั้งนี้ ประเมินว่าหนี้สาธารณะปีนี้จะไม่เกิน 68% จากการที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดี และคาดว่าจะสูงสุดราว 69% ในปี 2571–2572 ซึ่งต้องเร่งลงทุน เพราะหากไม่เร่งลงทุน หนี้สาธารณะต่อ GDP อาจทะลุ 70% ได้ ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีคาดโตตามสภาพัฒน์ที่ 2% หรืออาจสูงกว่านี้ตามการประเมินของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในวันที่ 19 พ.ค.กระทรวงการคลัง จะเสนอการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2569 เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลัง ลดภาระค่าครองชีพ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเมษายนเงินเฟ้อเพิ่ม 2.9% รัฐบาลจึงเตรียมมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” วงเงิน 2 แสนล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เข้าครม. 19 พ.ค. เพื่อพยุงปากท้องและเสริมสภาพคล่อง พร้อมมาตรการ BOI Fast Pass หนุนการลงทุนต่อเนื่อง รวมถึงช่วยภาคขนส่งและเกษตร เช่น รถลากใช้ B20 รถลากไฟฟ้า และโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เพื่อบรรเทาผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 มาอยู่ที่ 2.0% จาก 1.2% ตาม GDP ไตรมาสแรกที่โตสูงกว่าคาด และผลบวกจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
สาเหตุที่เศรษฐกิจไตรมาส 1/2569 ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 2.8% YoY และ 0.7% QoQ มาจากการลงทุนเอกชนและรัฐรวมถึงการบริโภคทั้งรัฐและเอกชน ซึ่งทั้งสองปัจจัยหนุน GDP ไตรมาสแรกถึง 4.3% ในอีกด้านหนึ่ง การส่งออกสินค้าและการลงทุนเอกชนที่โตในระดับสูงกว่าที่คาด ถูกชดเชยผลบวกจากการนำเข้าสินค้าที่โตสูงถึง 25.4% YoY นอกจากนี้ เศรษฐกิจยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากระดับสินค้าคงคลังที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมในไตรมาสแรกที่พลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกและผลผลิตภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย
ท่ามกลางผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเดิมประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่าจะขยายตัวได้ในกรอบ 0.8–1.2% (ประมาณการ ณ เดือนเมษายน 2569) จากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นและภาคท่องเที่ยวที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี ตัวเลข ไตรมาส 1/2569 ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับโมเมนตัมการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งกว่าที่ประเมิน รวมถึงแรงหนุนเพิ่มเติมจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทจึงได้มีการทบทวนประมาณการ และปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% จาก 1.2%
อย่างไรก็ดี ดุลการค้าไทยปี 2569 คาดว่าจะเกินดุลลดลงจากที่เคยประเมินไว้ และลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยการส่งออกปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 8.2% เพิ่มขึ้นจากการประเมินก่อนหน้าท่ามกลางแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 กับสินค้าไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน การนำเข้าในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 13.9% สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ราว 30 ล้านคน จากประมาณการเดิมที่ 31.5 ล้านคน เนื่องจากราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) มีแนวโน้มยังทรงตัวในระดับสูงและกดดันต้นทุนของสายการบินทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่การปรับขึ้นค่าโดยสารและกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล
