แน่งน้อยร้อยเรื่องลงทุน : บล.โนมูระฯแจกข่าวดี 39 หุ้น มีสิทธิซื้อหุ้นคืน

แน่งน้อยร้อยเรื่องลงทุน : บล.โนมูระฯแจกข่าวดี 39 หุ้น มีสิทธิซื้อหุ้นคืน

ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ เช่นเดียวกับภาวะตลาดหุ้นที่ตกต่ำในขณะนี้  บริษัทจดทะเบียน(บจ.) มองเป็นจังหวะในการซื้อหุ้นคืนจากตลาดหลักทรัพย์ เพราะ”ราคาไหลลงมามากเหลือเกิน” นักลงทุนก็มีโอกาสที่ดีเหมือนกัน เพียงแต่จะต้องค้นหาให้พบว่ามีบริษัทอะไรบ้างที่กำลังจะเปิดข่าวดีออกมา และเราจะเลือก”ซื้อ”ช่วงเวลาใดถึงจะได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด…

บริษัทหลักทรัพย์(บล.) โนมูระ พัฒนสิน(CNS) ได้คัดสรรหุ้นที่มีโอกาสซื้อหุ้นคืนได้ทั้งหมด 39 บริษัท โดยเลือกหุ้นที่มีคุณสมบัติ 5 ข้อ ได้แก่ 1. อยู่ใน SET100 2.ราคาหุ้นต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (P/BV)ต่ำกว่า 1.5เท่า 3. อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนต่ำกว่า 1.25เท่า 4.บริษัทที่มีเงินสดสุทธิ และ 5.มีเงินสด

ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา มี 4 บริษัทประกาศตัวออกมาแล้ว คือ บริษัท ศุภาลัย(SPALI),ธนาคารกสิกรไทย(KBANK) ,บริษัทช.การช่าง(CK )และบริษัททีพีไอ โพลีน( TPIPL) แบ่งเป็น 3 บริษัทใน SET 100 และ 1 บริษัทนอก SET 100

เมื่อบริษัทประกาศว่าจะซื้อหุ้นคืนแล้ว ราคาเด้งขึ้นรับข่าวทันที มีคำถามเกิดขึ้นว่า เราควรจะเข้าไป”ลุย”ทันทีหรือไม่

บล.เอเซียพลัส ได้วิเคราะห์ค้นหาช่วงเวลาในการลงทุน จากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด คือ “ซื้อหุ้นในวันที่ประกาศ และขายทำกำไรใน 1 เดือนถัดมา” มีโอกาสได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 2.6% (บางบริษัทให้ผลตอบแทนเกิน 10%) เพราะการซื้อหุ้นคืนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพยุงราคาไว้  บวกกับความคาดหวังกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น จากจำนวนหุ้นที่ลดลงตามจำนวนที่ซื้อคืน รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณของผู้บริหารว่าหุ้นของบริษัทถูกเกินไป

แต่หลังจากนั้นราคาส่วนใหญ่จะย่อตัวลง หลายบริษัทให้ผลตอบแทนติดลบ โดยเฉพาะหลังจากประกาศซื้อหุ้นคืนตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เพราะบริษัทมีระยะเวลาในการซื้อหุ้นคืนได้ไม่เกิน 6 เดือน เป็นส่วนหนึ่งที่กดดันราคาและยังสอดคล้องกับสถิติในอดีต

นอกจากนี้ การมีบริษัทจำนวนมากเปิดโครงการซื้อหุ้นคืน ยังมีผลดีต่อภาพตลาดโดยรวมด้วย

ข้อมูลในอดีตย้อนหลัง 10 ปี ในกลุ่มตัวอย่างบริษัทที่ประกาศซื้อหุ้นคืนเกือบทั้งหมดราว 42 บริษัท ส่วนใหญ่จะประกาศซื้อหุ้นคืนในปีที่ตลาดฯปรับฐานแรงเสมอ

เช่น ปี 2558 ดัชนีหุ้นปรับฐาน 14% (ลดลงมากสุดใน 10 ปี ที่ผ่านมา) มีบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืน 5 บริษัท และมีต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2559 อีก 4 บริษัท ทำให้ในปี 2559 ตลาดฟื้นตัวกว่า 19.8%

ปี 2561 ดัชนีลดลง 10.8% (ลดลงมากสุดเป็นอันดับ 2 ใน 10 ปี ที่ผ่านมา) มีการประกาศซื้อหุ้นคืนถึง 13 บริษัท หลังจากนั้น 6 เดือน ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.6% (ช่วงครึ่งแรกปี 2562)

ปี 2562 ส่วนใหญ่ประกาศหุ้นคืนในช่วงครึ่งหลังของปีราว 15 บริษัท หลังจากดัชนีมีการปรับฐานลงแรง

ปี 2563 มีการประกาศซื้อหุ้นคืน 4 บริษัท หลังจากดัชนีปรับตัวลงกว่า 3.5% (ตั้งแต่ต้นปี)

บล.เอเซียพลัสตั้งข้อสังเกตว่าหลังจากบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืนเป็นจำนวนมาก ดัชนีตลาดหลักทรัพย์มักจะตอบสนองในเชิงบวกและมีโอกาสรีบาวด์กลับในระยะถัดไปเสมอ น่าจะเป็นเพราะนักลงทุนตอบรับสัญญาณที่ผู้บริหารส่งออกมาว่าราคาหุ้นมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุน แต่ความต่อเนื่องในการปรับขึ้นของราคาหุ้นยังขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมอื่นๆ ด้วย เฉพาะอย่างยิ่งแรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ

สำหรับในปี 2563  มีการคาดการณ์ว่าเป็น”ปีทองของเอเชีย”เงินทุนจะต้องไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นในหลายประเทศ คงจะมีส่วนหนึ่งเข้ามาซื้อหุ้นไทยบ้าง แต่อย่าฝันหวานมากจนเกินไป เพราะเม็ดเงินจะมา ก็ต่อเมื่อมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีมาดึงดูด ซึ่งต้องยอมรับว่าเสน่ห์ของเรามีน้อยลงเรื่อยๆ !!!

อ่านข่าว

ASP แนะจังหวะลงทุน “หุ้นซื้อคืน” หลังเปิดข่าว 1 เดือนแจกกำไร 2.6%