คอลัมน์แน่งน้อยร้อยเรื่องลงทุน : สุดคุ้ม สะสมหุ้น PTT รับปันผลเกิน 4%

คอลัมน์แน่งน้อยร้อยเรื่องลงทุน : สุดคุ้ม สะสมหุ้น PTT รับปันผลเกิน 4%

แน่งน้อยร้อยเรื่องลงทุน : บริษัท ปตท. (PTT)ใจดี พึ่งได้เสมอ  ต้องยกตำแหน่งให้ PTT เป็นหุ้นที่นักลงทุนควรจะสะสมเก็บไว้ในพอร์ตบ้าง เพื่อรับผลตอบแทนเงินปันผลกว่า 4% ต่อปี เหมาะสำหรับการลงทุนในช่วงที่ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมากและโลกของการลงทุนกำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงมากมาย

ปตท.สร้างสถิติการจ่ายเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ นับตั้งแต่บริษัทแปรรูปนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2544 จนถึงปี 2561 ปตท.จ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิเฉลี่ย 43%  โดยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการจ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 53% โดยเฉพาะในปี 2558  สูงสุดถึง 148.6% จากกำไรสุทธิต่อหุ้นเพียง 6.73 บาท แต่จ่ายเงินปันผลถึง 10 บาท สะท้อนภาพปตท.ดูแลผู้ถือหุ้นดีมาก ไม่ว่ากำไรจะเป็นอย่างไร บริษัทยังคงให้ผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่า และจ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้ง

 

งวดล่าสุดกลางปี 2562 คณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 90 สตางค์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,707 ล้านบาท สูงกว่ากลางปีก่อนที่แจก 80 สตางค์ เป็นเงินจำนวน 22,850 ล้านบาท สวนทางกับกำไรสุทธิที่ลดลงประมาณ 20% เหลือจำนวน 55,250 ล้านบาท และสวนทางกับบริษัทในกลุ่มปตท.หลายแห่งที่จ่ายเงินปันผลลดลง  ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจขาลง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมี โดยบริษัทปตท.ยังคงมีความต้องการใช้เงินลงทุนในโครงการสำคัญอีกจำนวนมาก

” เงินปันผลที่จ่ายมากขึ้น 10 สตางค์/หุ้น เกิดจากบอร์ดอนุมัติให้นำกำไรสุทธิ 47% มาจ่ายงวดนี้ เทียบกับระหว่างกาลปี 2561 จ่ายในอัตรา 32.9% ขณะที่นโยบายกำหนดจ่ายไม่ต่ำกว่า 25% ของกำไรสุทธิ เห็นสัญญาณอย่างนี้แล้ว คาดการณ์ได้ว่าบริษัทคงจ่ายเงินปันผลทั้งปี 2562 ไม่น้อยกว่าปีก่อนที่ให้หุ้นละ 2 บาท คิดเป็นผลตอบแทนปีละ 4.34% งวดกลางปีนี้รับไปก่อน 1.95% เทียบกับราคาหุ้นที่ 46 บาท ”

“ชาญศิลป์ ตรีนุชกร “ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.กล่าวว่า บอร์ดอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลปีนี้ 90 สตางค์ คิดเป็นอัตราส่วนเงินปันผลประมาณ 47.1% ของกำไรสุทธิงวดครึ่งปีแรก และอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนต่อปี ประมาณ 4.30% ซึ่งเป็นไปตามความคาดหวังของนักลงทุน โดยกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท. จะได้รับเงินปันผลคิดทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านกองทุนวายุภักษ์ รวมประมาณ 16,000 ล้านบาท ส่วนผู้ถือหุ้นทั้งสถาบันและรายย่อยกว่า 100,000 คน จะได้รับเงินปันผลกว่า 10,000 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 26,000 ล้านบาท นับเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ทั้งนี้กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่ 11 ต.ค.นี้และจ่ายเงินวันที่ 25 ต.ค. 2562

ทางด้านผลการดำเนินงานของปตท. ก็มีการเติบโตอย่างมั่นคง เห็นได้จากตัวเลขการนำส่งเงินเข้ารัฐ ตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ เมื่อปี 2544 จนถึงไตรมาส 3/ 2561 มีมูลค่าสูงถึง 8.7 แสนล้านบาท แม้ว่าบางปีจะเผชิญกับความผันผวนของธุรกิจหรือมีตัวแปรสำคัญเข้ามากระทบก็ตาม โดยปี 2560 เป็นปีที่นำส่งรายได้มากสุด 71,281 ล้านบาท เนื่องจากเป็นปีที่ปตท.มีกำไรสุทธิสูงที่สุด คือประมาณ 135,179 ล้านบาท เงินนำส่งรัฐดังกล่าวประกอบด้วยเงินปันผลให้กับกระทรวงการคลังที่ถือหุ้นใหญ่  29,197ล้านบาท ส่วนที่ให้กับกองทุนวายุภักษ์ 7,231 ล้านบาท ภาษีเงินได้บริษัทในเครือ 25,159 ล้านบาท และภาษีเงินได้เฉพาะของปตท. 9,694 ล้านบาท

นอกจากนี้ ปตท.ยังมีโอกาสได้กำไรพิเศษ จากการนำบริษัทในกลุ่มเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยในปี 2563 บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (PTTOR) พร้อมจะเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก(IPO) นักวิเคราะห์คาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นปตท.อีก 5% จากราคาพื้นฐานในปัจจุบัน และบริษัทในเครือมีการขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ตามนโยบายการซื้อหุ้นหรือกิจการที่สร้างรายได้ทันที ส่งผลบวกต่อผลการดำเนินงานบริษัทปตท.ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่

ในอดีต PTTเป็นหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงยาก เพราะต้องใช้เงินลงทุนครั้งละ 40,000-50,000 บาท แต่ปัจจุบันปตท.เป็นหุ้นที่นักลงทุนทุกระดับสามารถจับต้องได้ ภายหลังจากบริษัทเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้(แตกพาร์) จาก 10 บาท เหลือ 1 บาทต่อหุ้น เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2561 จนทำให้ปตท.มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยมากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ 118,931 ราย ณ วันที่ 7 มี.ค.2562

ขณะเดียวกันผู้ถือหุ้นใหญ่ 9 อันดับแรก ยังคงลงทุนต่อไป มีการปรับพอร์ตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อาทิ STATE STREET EUROPE LIMITED จากวันที่ 12 ต.ค. 2561 เคยถือจำนวน 572 ล้านหุ้น คิดเป็น 2% ปิดสมุดทะเบียนครั้งล่าสุด เหลือจำนวน 455 ล้านหุ้น หรือ 1.59% ส่วนสำนักงานประกันสังคมถือเพิ่มขึ้นจาก 1.37% เป็น 1.43% แต่ที่แน่ๆ CIG PRIVATE LIMITED หรือ กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ยังคงถือหุ้นปตท.อันดับที่ 9 จำนวน 240 ล้านหุ้นหรือ 0.84% จากปีก่อนถือจำนวน 235 ล้านหุ้นคิดเป็น 0.825% ของทุนชำระแล้ว

อีกเหตุผลหนึ่งที่จูงใจให้สะสมหุ้นปตท.ไว้ในพอร์ตบ้าง นอกจากมีปัจจัยพื้นฐานดี เงินปันผลสูงแล้ว หุ้นยังเป็นที่ต้องการของนักลงทุนต่างชาติและสถาบันไทย หากจะเฮโลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเมื่อใด ก็ต้องพุ่งเป้าเข้าหา PTT เป็นอันดับต้นๆ ทำให้ราคาหุ้นมีเสถียรภาพ และมีสภาพคล่อง เหมาะสำหรับการเก็บไว้ลงทุนระยะยาว ปัจจุบันนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ”ซื้อ”หุ้น PTT ให้ราคากลางอยู่ที่ 52.50 บาท และราคาเฉลี่ย 51.56 บาท สูงกว่าราคาวันที่ 27 ก.ย. ปิดที่ 46 บาท

หากนักลงทุนมีเงินออม หรือต้องการสะสมหุ้น แต่ไม่แน่ใจว่าจะฝากเงินไว้ที่ไหน หุ้น PTT น่าจะเป็นหนึ่งในช่องทางเลือกที่น่าสนใจ!