ไทยเพิ่มความเชื่อมั่นสถาบันตปท.127 ราย นโยบายรัฐขับเคลื่อนศก.-ธุรกิจโต

HoonSmart.com>>ตลาดหลักทรัพย์จัดงาน Thailand Focus 2019 เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ 127 ราย สถาบันไทยอีก 203 ราย ที่บริหารเงินสูงกว่า 2.6 ล้านล้านเหรียญ รมว.คลัง ทีมคณะรัฐมนตรีนำเสนอนโยบายรัฐ บจ. 106 บริษัทขยายธุรกิจและเติบโต สนับสนุนให้ตลาดทุนไทยแข็งแกร่ง เพิ่มความต้านทานต่อความผันผวน  ธนาคารกสิกรไทยนำเสนอผลงานวิจัย  เศรษฐกิจถดถอยมีความเสี่ยงมากขึ้น คาดเฟดลดดอกเบี้ยลงอีก 3 ครั้งในปีนี้ ค่าเงินบาททรงตัวแถว 30.50-30.60 บาท/ดอลลาร์

นายภากร ปิตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์  เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดงาน “Thailand Focus 2019: Embracing Opportunities – The Next Chapter” ระหว่างวันที่ 28-30 ส.ค. 2562 โดยได้รับเกียรติจากนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษให้ความเชื่อมั่นด้านนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทีมคณะรัฐมนตรี ให้ข้อมูลนโยบายเศรษฐกิจ พร้อมผู้นำภาคธุรกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุน และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)จำนวน 106 แห่ง ร่วมให้ข้อมูลโอกาสการลงทุนและการเติบโตของธุรกิจไทย โดยมีผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศเข้าร่วม 127 ราย มูลค่าสินทรัพย์รวม (AUM) สูงถึง 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีสถาบันไทยเข้าร่วมด้วย 203 ราย  มีการประชุมกับ บจ. ไทยรวมทั้งสิ้น 2,112 ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีเอกอัคราชฑูตประจำประเทศไทยจาก 13 ประเทศ เข้าร่วมรับฟังข้อมูลในครั้งนี้ด้วย

“งาน Thailand Focus 2019 ปีนี้ ได้ฉายภาพนโยบายของภาครัฐที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและความน่าสนใจของตลาดทุนจากความเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศ CLMV และ ASEAN EEC และการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคต รวมทั้งโอกาสการค้าและการท่องเที่ยวที่เป็นจุดแข็งของไทย นอกจากนี้ ยังได้รับข้อมูลโดยตรงจากผู้บริหาร บจ. ถึงศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ เชื่อว่าความสามารถของ บจ. ไทย ประกอบกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจลงทุนให้แก่ประเทศไทยในสายตาผู้ลงทุนทั่วโลก “นายภากรกล่าว

ข้อมูล ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2562 มูลค่าการถือครองหุ้นของผู้ลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.15 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็น 30% ของมูลค่าหลักทรัพย์รวมทั้งตลาด สะท้อนให้เห็นว่าผู้ลงทุนต่างชาติยังให้น้ำหนักต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยระยะยาว

นายภากรกล่าวว่า ปัจจุบันตลาดทุนไทยมีขนาดใหญ่ และมีความลึก นอกจากนี้จะมี SME และสตาร์ทอัพ รวมถึงบริษัทขนาดเล็กหันมาสนใจตลาดทุนมากขึ้น ทำให้ตลาดทุนไทยมีจุดขายใหม่ มีส่วนร่วมมากขึ้น รวมถึงความโดดเด่นของปัจจัยพื้นฐานของประเทศ และบริษัทจดทะเบียน เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ผู้ลงทุนเชื่อมั่นและสนใจเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง

ทางด้านธนาคารกสิกรไทย (KBANK) จัดสัมมนาเรื่อง “ตามติดทิศทางค่าเงินและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก” โดยน.ส. พีรพรรณ สุวรรณรัตน์ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนอาวุโส กล่าวว่า ตลาดคาดการณ์ความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจถดถอยในแต่ละประเทศสูงขึ้น เช่น 1 ปีที่ผ่านมา จีน 100 คนเคยคาดว่าจะถดถอย 10 คนหรือ 10% ตอนนี้เพิ่มเป็น 15% คาดแนวโน้ม 12 เดือนข้างหน้าจะเกิดขึ้น ยูโรโซนจาก 14% เป็น 25% สหรัฐอเมริกา ก็มีความเสี่ยงมากขึ้น จาก 15% เพิ่มเป็น 35%

นอกจากนี้จากสถิติการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา เกิดจากปัจจัยที่เกิดซ้ำๆกันบ่อยขึ้น หลังจากนั้น 1 ปีจะเกิดวิกฤต เช่นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นสูงกว่าระยะยาวบ่อยขึ้น  หรือโอกาสในการเกิดเศรษฐกิจถดถอยในทางวิจัยหากเกิน 30% ตอนนี้เกินแล้ว ถือเป็นความเสี่ยง ซึ่งหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐขึ้นจริง ผลกระทบจะต่างกัน เช่นหากเกิดและคงอยู่ในสหรัฐอเมริกา ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อน ค่าเงินหยวนจะแข็ง แต่หากส่งผลกระทบทั่วโลก ค่าเงินที่ปลอดภัยคือเงินเยนจะแข็งค่า
ส่วนค่าเงินบาทสิ้นปีนี้คาดว่าจะทรงตัวบริเวณ 30.50-30.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

“จากข้อมูล ดังนั้นโอกาสที่เศรษฐกิจถดถอยจะเกิดขึ้นปลายปีหน้า ตลาดคาดว่าในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลง 3 ครั้ง คือ เดือนก.ย. ต.ค. และธ.ค. ส่วนตัวคาดว่าเดือนธ.ค.จะไม่ปรับลดลง ส่วนธนาคารกลางยุโรป(ECB) อาจจะลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้ง ปัจจุบัน ติดลบ 0.4% เป็น ลบ0.6% ส่วนของไทยไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง”น.ส. พีรพรรณกล่าว

ส่วนการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงครั้งที่ผ่านมา 0.25% ตามทฤษฎีค่าเงินบาทจะต้องอ่อนลง แต่อ่อนชั่วคราวแล้วกลับมาแข็งค่า  เพราะธนาคารกลางหลายแห่งลดดอกเบี้ยลงด้วย  เช่นในเอเชีย อินเดียปรับลดลง 1% ออสเตรเลียปรับลด 2 ครั้ง ทำให้ค่าเงินบาท ไม่อ่อนลง

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากก่อนหน้านี้ นอกจากปัจจัยพื้นฐานเรื่องทุนสำรองแล้ว พบว่าราคาทองที่ขึ้นมามาก เกือบ 8% ภายใน 1 เดือน ทำให้มีการส่งออกทองไปขายต่างประเทศจำนวนมาก ส่วนค่าเงินหยวนที่กลับมาอ่อนค่า 4% ในรอบ 1 เดือน ไม่ได้เกิดจากการใช้นโยบายผ่อนคลายอัตราแลกเปลี่ยน

นายสรรค์ อรรถรังสรรค์ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท คาดว่าจะมีผลในช่วงสั้นๆ น้อยมาก  เงินลงทุนส่วนใหญ่ จะมีผลต่อเศรษฐกิจจะต้องรอไปต้นปี 2563

 

อ่านประกอบ :

Thailand Focus 2019 คึกคัก นักลงทุนทั่วโลกร่วมงาน 330 ราย