PwC คาดปี 2573 หรือ อีก 11 ปีข้างหน้า นิวยอร์ก ลอนดอน ฮ่องกง ครองแชมป์ตลาดหุ้นที่นักลงทุนสนใจลงทุนมากที่สุดในปี 73 ตลาดหุ้นไทย ติดกลุ่มตลาดหุ้นชั้นนำ บริษัทเข้าระดมทุนสูงสุดของโลก
ปัจจัยตลาดหลักทรัพย์ในตลาดที่พัฒนาแล้ว มีความสามารถในการฟื้นตัวได้ดี เพราะได้รับประโยชน์จากสภาพคล่องและความมีเสถียรภาพ
คาดบริษัทสัญชาติจีน-อินเดีย จะมีการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์มากที่สุดในปี 2573 แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา การเติบโตของตลาดหลักทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ จะมีทิศทางค่อนข้างซบเซากว่าที่คาด
70% ของผู้ถูกสำรวจ คาดจะระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต แม้จะมองว่าเป็นแหล่งระดมทุนที่มีความสำคัญลดน้อยลง
ตัวเลือกของการระดมทุนมีมากขึ้น ขณะที่การลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือ ไพรเวทอิควิตี้ ยังคงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุน
ด้านตลาดหุ้นไทย ติดอันดับตลาดหุ้น ที่จะมีบริษัทเข้ามาระดมทุนสูงที่สุดของโลก ร่วมสะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นาย บุญเลิศ กมลชนกกุล หัวหน้าสายงาน Clients and Markets และหุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี ด้านธุรกิจบริการทางการเงิน บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยรายงาน Capital Markets in 2030 ที่ทำการสำรวจโดย The Economist Intelligence Unit ในนามของ PwC คาดว่า ตลาดหลักทรัพย์ในโลก ที่นักลงทุนสนใจพิจารณาลงทุนมากที่สุดในปี 2573 นอกเหนือจากตลาดหลักทรัพย์ในประเทศของตนเอง ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ที่ 37%
ตามมาด้วยตลาดหุ้นแนสแด็ก (NASDAQ) ที่ 26% ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSE) ที่ 24% และ ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ( HKEX) ที่ 24% เท่ากัน
ทั้งนี้ รายงานฉบับนี้ ทำการสำรวจผู้บริหารจำนวนเกือบ 400 รายทั่วโลกเกี่ยวกับมุมมองต่อปัจจัยที่สะท้อนถึงการพัฒนาตลาดทุนทั่วโลก ต่อเนื่องจากรายงานที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2554 โดยเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ยังพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากคราวก่อนที่ผู้ถูกสำรวจคาดว่า ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) จะเป็นแชมป์ตลาดหุ้นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในปี 2568 ตามมาด้วย ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ตลาดหลักทรัพย์อินเดีย และ ตลาดหลักทรัพย์บราซิล (Sao Paulo Stock Exchange: Bovespa)
นาย รอส ฮันเตอร์ หัวหน้าศูนย์ไอพีโอ ทั่วโลก ของ PwC สหราชอาณาจักร กล่าวว่า ความคาดหวังแข่งขันระหว่างตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว และตลาดหุ้นเกิดใหม่ ใกล้เคียงสูสีกันมาก จากปัจจัยการเมืองและสภาพแวดล้อมตลาด
หากพิจารณาจำนวนของบริษัท ที่ต้องการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ผ่านการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ( IPO) พบว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน (55%) เป็นประเทศที่ถูกคาดการณ์ว่า จะมีผู้ทำการระดมทุนมากที่สุดในปี 2573 ตามด้วย อินเดีย (45%) สหรัฐอเมริกา (41%) บราซิล (21%) และ สหราชอาณาจักร (18%) แม้จะมีปัจจัยความกังวลเรื่องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือ เบร็กซิท ก็ตาม โดยทั้งจีนและอินเดีย ยังเป็น 2 ประเทศผู้นำ ในการจัดอันดับประเภทนี้จากผลสำรวจคราวก่อน รายงานชี้ว่า ทั้ง 2 ประเทศ ได้มีการหามาตรการและขั้นตอนในการพัฒนาตลาดทุนของตัวเองมาโดยตลอด เห็นได้จากโครงการและความคิดริเริ่มในด้านต่าง ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน
ทั้งนี้ PwC คาดว่า เทคโนโลยี จะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่ออนาคตของบริษัทมหาชน โดยปัจจุบันศูนย์กลางทางการเงินชั้นนำหลายแห่งของโลก ได้มีการแข่งขันกันเพื่อดึงดูดการระดมทุน คาดว่า การแข่งขันจะยิ่งทวีความเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และ ตลาดหลักทรัพย์จีน (รวมจีนแผ่นดินใหญ่ และ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง)
ผลสำรวจยังชี้ด้วยว่า ตัวเลือกในการระดมทุนของบริษัทได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย 76% ของผู้ถูกสำรวจเชื่อว่า มีตัวเลือกในการระดมทุนมากกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนในตลาด หรือนอกตลาด ทั้งในส่วนของตลาดที่พัฒนาแล้ว และตลาดเกิดใหม่
แม้ว่า 70% ของผู้ถูกสำรวจเชื่อว่า การระดมทุนในตลาดหุ้น กลายเป็นแหล่งระดมทุนที่มีความสำคัญลดน้อยลง แต่ผู้ถูกสำรวจในสัดส่วนเท่ากันก็คิดว่า การระดมทุนในตลาดหุ้นจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทที่ต้องการประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ 55% ของผู้ถูกสำรวจ ยังมองว่า ไพรเวทอิควิตี้ (Private Equity) หรือการลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (Private company) เป็นตัวเลือกของการระดมทุนนอกตลาดที่มีความน่าดึงดูดมากที่สุด เป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญควบคู่ไปกับตลาดหุ้นมากขึ้น แทนที่จะเห็นเป็นคู่แข่งกัน
นาย รอส กล่าวสรุปว่า ตลาดหุ้นที่มีความน่าเชื่อถือ จะยังคงเป็นตัวเลือกในการเข้าไปจดทะเบียนของบริษัทโดยทั่วไป ขณะที่ตัวเลือกในการระดมทุนนอกตลาด จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องุนมาน
นาย บุญเลิศ กล่าวถึง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นแหล่งระดมทุนที่บริษัททั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ให้ความสนใจ เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตให้ธุรกิจ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552-2561) มีบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่ทั้งตลาด SET และ mai จำนวนทั้งสิ้น 305 บริษัท มีมูลค่าระดมทุนถึง 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 7.7 แสนล้านบาท
“สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง ที่เราพบจากผลสำรวจ คือ การที่ตลาดหลักทรัพย์ของไทย ติด 1 ในตลาดชั้นนำ ที่ถูกคาดการณ์ว่า จะมีบริษัทเข้ามาระดมทุนมากที่สุดในโลกในปี 2573 เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ และ ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย ซึ่งตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจไม่แพ้ตลาดอื่น ๆ เพราะเป็นแหล่งเงินทุนที่ให้ต้นทุนทางการเงินที่ถูก สภาพคล่องในการซื้อขายถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ส่วนหนึ่งเพราะคนไทยมีความรู้ทางการเงินเพิ่มขึ้นและหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นกว่าในอดีต ”
นอกจากนี้ กฎระเบียบต่างๆ ของหน่วยงานกำกับดูแล ก็ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลักทรัพย์ที่เข้ามาจดทะเบียนนั้นมีคุณภาพมากขึ้น ระยะยาวตลาดหุ้นไทยจะยิ่งดึงดูดการลงทุนของบริษัททั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้ แผนการสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของตลท. ก็น่าจะช่วยเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ดิจิทัลและสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดหุ้นไทยโดยรวมได้มากขึ้นด้วย
