ทริสเพิ่มเครดิต SENA เป็น BBB กำไรโตอีก 2-3 ปี

HoonSmart>> ทริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ SENA สถานะการตลาดแข็งแกร่ง สามารถรักษากำไรโต 2-3 ปีข้างหน้า มาร์จิ้นมากกว่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม คาดรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ล้านบาทในปี 2562-2564 เปิดโครงการใหม่ 60,000 ล้านบาท/ปี

บริษัททริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) เป็นระดับ “BBB” จากระดับ “BBB-” สะท้อนถึงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น และบริษัทยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรที่สูงเอาไว้ได้

ส่วนภาระหนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่น่าจะสูงจากปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทยังคงมีสภาพคล่องในการชำระหนี้ที่น่าพอใจ นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการคอนโดมิเนียมหลายแห่งในกิจการร่วมค้ากับ Hankyu Group ก็น่าจะช่วยลดความต้องการแหล่งเงินทุนในช่วงการขยายธุรกิจได้อีกด้วย

ขณะเดียวกันอันดับเครดิตยังคำนึงถึงความผันผวนและการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ตลอดจนผลกระทบจากเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)และหนี้ภาคครัวเรือนในระดับสูงที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยในระยะสั้นถึงปานกลางด้วย

ทริสฯเชื่อว่าบริษัทจะสามารถเพิ่มสถานะทางการตลาดในตลาดคอนโดมิเนียมระดับราคาปานกลางถึงต่ำได้ ฐานรายได้ของบริษัทเติบโตเป็นประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจาก 1,700-2,700 ล้านบาทในช่วงปี 2555-2558 กำไรสุทธิก็ดีขึ้นเป็น 700-800 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2559-2560 จากประมาณ 250-450 ล้านบาทในช่วงปี 2555-2558 ทั้งนี้ การขยายธุรกิจไปยังคอนโดมิเนียมในระดับราคาที่สูงขึ้น (ระดับราคามากกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตร ในแบรนด์ PITI และ The Niche Pride )ช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 6,322 ล้านบาทในปี 2560 และ 10,168 ล้านบาทในปี 2561 จาก 3,700-3,800 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2558-2559 ณ สิ้นปี 2561 บริษัทมียอดขายรอการรับรู้รายได้จำนวน 10,200 ล้านบาท มาจากโครงการของบริษัทเองจำนวน 1,700 ล้านบาทและโครงการร่วมทุนจำนวน 8,500 ล้านบาท นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าการซื้อหุ้นในสัดส่วน 55% ใน บริษัท พราววานิจ จำกัด ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการบ้านจัดสรรจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในบ้านจัดสรรในต่างจังหวัดให้บริษัทด้วย นอกจากนี้ การซื้อหุ้นในสัดส่วน 76% ใน บริษัท แอคคิวท์เรียลตี้ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนขายและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายในประเทศและต่างประเทศให้กับบริษัท และสนับสนุนงานบริการหลังการขายได้อีกทางด้วย

ภายใต้สมมติฐานพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าในช่วงปี 2562-2564 รายได้จากการดำเนินงานรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ล้านบาทต่อปี สัดส่วนรายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมจะลดลง เพราะเปิดโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้การร่วมทุนมากขึ้นตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป ในขณะที่สัดส่วนรายได้จากโครงการบ้านจัดสรรคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 30-40% ของรายได้จากการดำเนินงานรวม

ในมุมมองของทริสเรทติ้ง บริษัทน่าจะรักษาความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งเอาไว้ได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ในการควบคุมต้นทุนค่าก่อสร้างและการซื้อที่ดินในราคาที่เหมาะสมน่าจะช่วยให้มีอัตรากำไร(มาร์จิ้น)ในระดับที่ค่อนข้างสูง บริษัทมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ในช่วง 20 -29% ในช่วงปี 2557 จนถึง 9 เดือนแรกของปี 2561 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 15 -17% บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 14 -19% ของรายได้จากการดำเนินงานรวมในช่วงปี 2559 จนถึง 9 เดือนแรกของปี 2561 เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ระดับ 10% ทั้งนี้ บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้การร่วมทุนตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป ช่วยเพิ่มอัตรากำไรสุทธิในช่วง 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทอาจได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่และต้นทุนค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น แต่ บริษัทควรรักษาอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ระดับสูงกว่า 20% และอัตรากำไรสุทธิที่ระดับสูงกว่า 10% เอาไว้ได้ในช่วงปี 2562-2564

ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อทุนจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 60% ในช่วงการขยายธุรกิจ ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะเปิดโครงการใหม่มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2562-2564 โดยส่วนใหญ่ของโครงการเปิดใหม่จะเป็นโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้การร่วมทุน นอกจากนี้ บริษัทจะเปิดโครงการบ้านจัดสรรมากขึ้นกว่าในอดีตเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างโครงการคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรร ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะใช้งบประมาณจำนวน 400-500 ล้านบาทต่อปีในการซื้อที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการของบริษัทเองและจะใช้เงินลงทุนจำนวน 2,000-2,600 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2562-2564 ในโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้การร่วมทุน
แผนของบริษัทในการขยายสินค้าที่อยู่อาศัยไปยังกลุ่มสินค้าในระดับราคาที่สูงขึ้นจะช่วยลดอัตราการปฎิเสธการให้สินเชื่อจากธนาคารลง อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยในระดับราคาสูงก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากมีผู้ประกอบการที่ขยายมาสู่ตลาดนี้มากขึ้นเช่นกัน

สภาพคล่องทางการเงินของบริษัทยังคงมีเพียงพอ โดย ณ เดือนกันยายน 2561 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 837 ล้านบาทและมีวงเงินกู้จากสถาบ้นการเงินที่ยังไม่ได้เบิกใช้และไม่ติดเงื่อนไขในการเบิกอีก 6,300 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังคาดว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 2,751 ล้านบาท ซึ่งหลัก ๆ ประกอบด้วยภาระการชำระคืนหนี้หุ้นกู้จำนวน 1,446 ล้านบาท ตั๋วสัญญาใช้เงิน 791 ล้านบาท และตั๋วแลกเงินอีก 500 ล้านบาท

บริษัทมีแผนจะออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด ตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้นซึ่งเป็นเงินกู้ที่ใช้ซื้อที่ดินจะถูกแปลงเป็นเงินกู้ระยะยาวสำหรับโครงการในภายหลัง นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะต่ออายุหรือจ่ายชำระคืนตั๋วแลกเงินระยะสั้นซึ่งขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดในช่วงเวลานั้นด้วย อย่างไรก็ตาม บริษัทมีนโยบายที่จะรักษาสัดส่วนของตั๋วแลกเงินระยะสั้นเอาไว้ในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของภาระหนี้รวม บริษัทมีวงเงินสำรองจากสถาบันการเงินที่เพียงพอสำหรับชำระคืนตั๋วแลกเงินระยะสั้นคงค้างไว้แล้ว

ตามเงื่อนไขทางการเงินของเงินกู้ยืมที่มีกับธนาคาร บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อทุนไม่ให้เกินกว่า 1.5 เท่า ทั้งนี้ ณ เดือนก.ย. 2561 อัตราส่วนดังกล่าวเท่ากับ 1.27 เท่า ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะสามารถบริหารโครงสร้างทางการเงินให้สอดคล้องกับเงื่อนไขดังกล่าวต่อไปได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า