HoonSmart.com>>บลจ.กสิกรไทย (KAsset) ปรับลดเป้าหุ้นไทยปี 69 ลงเหลือ 1,600 จุด จากเดิมมอง 1,680 จุด เผชิญแรงกดดันจากการปรับลดระดับมูลค่าหุ้น ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทค AI พร้อมคาดแนวโน้มกำไรบจ.ปี 70 โอกาสทรงตัว จากปีนี้กลุ่มพลังงานได้อานิสงส์น้ำมันพุ่ง ชูกลุ่มปันผล แบงก์ยังเด่น หุ้นอิง Data Center และ AI น่าสนใจ ย้ำจัดพอร์ตกระจายลงทุนหุ้นโลก ทอง ตราสารหนี้ต่างประเทศ

นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร (บลจ.) กสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ พรรคเดโมแครตออกมาตามคาดครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา แต่ได้คะแนนเสียงขนาดนี้ถือว่าเกินคาดเล็กน้อย สะท้อนประชาชนไม่พอใจเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพ จึงมองหลังจากนี้ประธานาธิบดีทรัมป์จะทำงานยากขึ้น แม้สงครามยังไม่จบและราคาน้ำมันยังไม่ได้ลดลงมาก อาจเป็นเพราะเข้าสู่ฤดูหนาวหลายประเทศต้องสต็อกน้ำมันมากขึ้น อย่างไรก็ตามมองแนวโน้มราคาน้ำมันมีโอกาสปรับขึ้นต่อแรงๆ ค่อนข้างจำกัด หากในปี 2570 น้ำมันยังทรงตัวแถว 100 เหรียญ แรงกดดันเงินเฟ้อในปีหน้าก็ไม่มาก ทำให้แรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยจะลดลง มองโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในปีนี้และปีหน้า ซึ่งเป็นผลบวกต่อตราสารหนี้
สำหรับหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ยังมองบวก ที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมามากและกำไรเติบโต P/E ไม่ได้สูงมากยังมองราคาไม่แพง แต่หุ้นขึ้นมาจากความคาดหวังกำไร เมื่อหุ้นบางตัวกำไรออกมาเติบโตน้อยกว่าคาดเพียงเล็กน้อยหุ้นก็ปรับตัวลดลง ส่งผลให้หุ้นเทคเริ่มปรับฐาน ซึ่งหากนักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นเทคในพอร์ตก็เป็นจังหวะลงทุน อีกทั้งหุ้นเทคที่ปรับตัวลง Bond Yield ลดลง ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวสูงขึ้น
“เรายังคงแนะนำนักลงทุนจัดพอร์ตลงทุน เพราะเราคาดไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างเมื่อคืนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ เราอาจจะเดาได้ว่าจะเกิดเป็น Blue Wave แต่เราเดาได้ยากมากว่าตลาดจะตอบรับอย่างไร ดังนั้นการจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงตอบโจทย์การลงทุนในยุคนี้ อย่างหุ้นเทคลง หุ้นตัวอื่นขึ้น ตราสารหนี้ราคาขึ้น สามารถช่วยลดทอนผลกระทบรวมของพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้จากผลตอบแทนของกลุ่มกองทุนผสม K-WealthPLUS Series “นายวิน กล่าว
สำหรับพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ซึ่งครอบคลุมหุ้นทั่วโลก (มีน้ำหนักในหุ้นสหรัฐฯ 60% และเป็นหุ้นเทค 40%) ตราสารหนี้ทั่วโลก อสังหาริมทรัพย์ และทองคำ
นอกจากนี้แนะนำการจัดพอร์ตตามช่วงวัย (ก่อนเกษียณ และหลังเกษียณ) โดยช่วงก่อนเกษียณ เน้นการเติบโตของเงินทุน (Growth) ลงทุนในหุ้นสัดส่วนสูง ส่วนช่วงหลังเกษียณเน้นการสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ (Income)
นายวิน กล่าวอีกว่า สำหรับตราสารหนี้ต่างประเทศถือว่าน่าสนใจให้ผลตอบแทนสูง อย่างกองทุน K-GBOND ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 8% (ก่อนค่าธรรมเนียม) ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากในรอบ 20 ปี แนะนำลงทุนระยะยาว 3-5 ปีขึ้นไป
ส่วนทองคำช่วงที่ราคาย่อลงมาแตะระดับ 3,900-4,000 ดอลลาร์ เป็นโอกาสเข้าสะสม เนื่องจากมีแรงซื้อต่อเนื่องจากธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบัน ส่วนน้ำมัน แนะนำให้รอราคาย่อตัวแล้วค่อยทยอยซื้อเพิ่ม เพื่อใช้เป็นตัวช่วยลดความเสี่ยง (Hedge) จากปัจจัยสงครามและภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับตลาดหุ้นไทยมีจุดแข็งหลักอยู่ที่ หุ้นปันผลสูง (High Dividend) และกองทุน REITs/Thai ESG ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 5-6% ถึง 7-9% ต่อปี รวมถึงกลุ่ม Defensive (ธนาคาร, พลังงาน, ค้าปลีก, สื่อสาร) และการท่องเที่ยวที่เน้นกลุ่มลูกค้าระดับบน

หั่นเป้า SET ปีนี้เหลือ 1,600 จุด มองปีหน้า 1,700 ยังท้าทาย
ด้านนางสาวภารดี มุณีสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทย ปรับลดเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2569 ลงเหลือ 1,600 จุด จากเดิมมองไว้ใกล้ระดับ 1,700 จุด หรือประมาณ 1,680 จุด เนื่องจากตลาดเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดระดับมูลค่าหุ้น (Multiple) สะท้อนผ่าน P/E ที่ลดลง จากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังได้รับผลกระทบจากหุ้น DELTA ทั้งจากผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ต่ำกว่าคาด และแรงขายหุ้นกลุ่ม AI ทั่วโลก ส่งผลให้หุ้นที่มีอิทธิพลต่อดัชนีอย่าง DELTA ถูกกดดันตามไปด้วย
นอกจากนี้ กำไรบริษัทจดทะเบียนที่ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดการณ์ตั้งแต่ต้นปี ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มพลังงาน คิดเป็นสัดส่วนกำไรถึง 1 ใน 3 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ซึ่งได้ผลบวกจากสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น ดังนนั้นหากในปี 2570 ราคาน้ำมันทรงตัวแถว 100 ดอลลาร์/บาร์เรล อาจทำให้กำไรกลุ่มพลังงานจำกัดและอาจเป็นปัจจัยกดดันกำไรของบริษัทจดทะเบียนตลาดโดยรวม ซึ่งตลาดคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนในปีหน้าเติบโต 5% เมื่อเทียบกับปี 2569 เติบโตมากกว่า 20% ส่งผลให้ดัชนีจะขึ้นไปถึงระดับ 1,700 จุดในปีหน้ามีความท้าทายมากขึ้น
นางสาวภารดี กล่าวว่า ปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยลงมาแถว 1,500 จุด ถือว่ามูลค่าหุ้นเริ่มถูกลงมาระดับหนึ่ง P/E อยู่ที่ 13-14 เท่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ P/E อยู่ประมาณ 15 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ราว 3.5-3.6%
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคาร เนื่องจากมองว่ากำไรมีเสถียรภาพมากกว่าหุ้นบางกลุ่ม ขณะที่ปัญหาหนี้เสียในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารได้จัดการไปค่อนข้างมากแล้ว และเริ่มเห็นแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อที่ดีขึ้น แม้การเติบโตของสินเชื่ออาจไม่ได้โดดเด่น แต่ทิศทางเริ่มดีขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารยังได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ช่วยสร้างรายได้ อีกทั้งยังมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง กว่า 5% และบางธนาคารให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 6–8%
นอกจากนี้อีกหนึ่งธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าและน้ำ ที่จำเป็นต้องรองรับการลงทุนจากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และ Data Center โดยมองการลงทุนจะเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตในปีหน้า หากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Data Center สามารถออกมาได้ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่ชะลอการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ มีโอกาสกลับมาเร่งตัวขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่จะเข้ามาในปีหน้าอาจยังเป็นเพียงการลงทุนระยะสั้น หากประเทศไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และทำให้เงินลงทุนที่เข้ามาเกิดการลงทุนต่อเนื่องจนกลายเป็นวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ได้ ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในระยะยาว
ปัจจุบันการลงทุนที่เห็นชัดเจนส่วนใหญ่เป็นโครงการ Data Center แต่ยังไม่ได้เกิดเป็นวัฏจักรการลงทุนต่อเนื่องเหมือนในอดีตที่ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตรถยนต์เข้ามาในประเทศไทย
สำหรับมาตรการเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่งประกาศออกมา น่าจะช่วยดึงดูดการลงทุนได้ แต่ยังไม่คาดหวังว่าจะกลายเป็นคลื่นการลงทุนรอบใหม่ที่มีขนาดใหญ่เหมือนช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะแบรนด์จีน มีฐานการผลิตแห่งที่สองในประเทศอื่นอยู่แล้ว จึงทำให้โอกาสเกิดการลงทุนขนาดใหญ่ในลักษณะดังกล่าวอาจมีจำกัด
นอกจากนี้ต้องติดตามการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในกิจกรรมปลายน้ำ เช่น การผลิตหรือประกอบผลิตภัณฑ์ ขณะที่เป้าหมายต่อไปคือการผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจกรรมกลางน้ำและต้นน้ำมากขึ้น หากสามารถดึงดูดการลงทุนในส่วนดังกล่าวได้จริง จะเป็นประโยชน์ต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากปัจจุบันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นไทยยังมีไม่มาก และส่วนใหญ่เป็นการผลิตในส่วนที่ไม่ได้มีมูลค่าเพิ่มสูงนัก แต่หากประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ได้ ก็จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรม และมีโอกาสทำให้ระดับมูลค่าหุ้น (Multiple) ปรับตัวดีขึ้น
นอกจากนี้ จากการจัดทำประมาณการผลตอบแทนระยะยาว ยังมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์มีโอกาสเติบโตจากกระแส AI โดยเชื่อว่าการลงทุนด้าน AI จะช่วยให้กำไรของธุรกิจในกลุ่มนี้ปรับตัวดีขึ้น และทำให้ขนาดของอุตสาหกรรมขยายใหญ่ขึ้น
สำหรับธีมการลงทุนจึงยังคงเป็น AI แม้หุ้น AI ในบางตลาด เช่น ไต้หวัน อาจเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดระดับมูลค่าหุ้น ทำให้นักลงทุนอาจย้ายไปลงทุนในส่วนอื่นของห่วงโซ่อุปทาน แต่โดยรวมยังคงมีความเชื่อมั่นต่อห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI
“ตลาดตอนนี้ผ่านเหตุการณ์สำคัญอย่างการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แล้ว สิ่งที่ตลาดต้องจับตาต่อไปคือท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังสูญเสียอำนาจในสภา ซึ่งปัจจุบันมีมุมมองในตลาดว่า ทรัมป์ อาจตัดสินใจดำเนินมาตรการบางอย่างที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากมองว่าไม่มีอะไรจะเสีย ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายฝ่ายกังวลว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นตามมา”นางสาวภารดี กล่าว
อ่านข่าว
KAsset ผนึก JPMAM เปิดมุมมองลงทุนปี 2027 ชู Lifetime Investing มั่งคั่งรับอายุยืนยาวขึ้น
———————————————————————————————————————————————————–
