ทรีนีตี้เตือนหุ้น”น่าสนใจ”น้อยลง “ทรัมป์”ถูกคุมนโยบายอัดฉีดเงิน

HoonSmart.com>>หุ้นโลกพุ่งแรง “ทรัมป์”พ่ายเลือกตั้ง บล.ทรีนีตี้มองการเมืองสหรัฐฯพลิกล็อก “พรรคเดโมแครต” คว้าชัยชนะถล่มถลาย 2 สภา คุมเข้มนโยบาย จำกัดการใช้งบประมาณ เสี่ยงภาครัฐลดอัดฉีด-ลดภาษีต่างๆได้น้อยลง ส่งผลลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้น แนะ 3 ธีมหุ้นที่น่าสนใจ กลุ่มคล้ายบอนด์-การแพทย์-พลังงานสะอาด ศูนย์วิจัยกสิกรฯคาดลดแรงกดดันบอนด์ยีลด์ 

วันที่ 4 พ.ย.2569 ตลาดหุ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่พลิกจากดิ่งลงเหวลึกในช่วงเช้าตีกลับมาปิดบวก ทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นไทย เช้าร่วงแรงถึง 20.95 จุด ก่อนกระโดดขึ้นปิดที่ 1,502.09 จุด เพิ่มขึ้น 11.08 จุด หรือ+0.74% มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 76,971.32 ล้านบาท ได้อานิสงส์ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าพุ่งขึ้น 700 จุด หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งกลางเทอม ส่วนราคาทองคำ คริปโต ฯก็เพิ่มขึ้น ขณะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี ลดลง 0.019% มาอยู่ที่ 4.931%

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ผลการนับคะแนนล่าสุด พรรคเดโมแครตสามารถที่จะได้รับชัยชนะการเลือกตั้ง (Flip) สว.ในฐานที่มั่นเดิมของพรรครีพับลิกัน ได้เพิ่มเติมอีก 4 รัฐ ได้แก่ Texas, Kansas, Ohio และ Iowa ทำให้คาดการณ์ที่นั่งวุฒิสภาหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะทำให้ทางพรรคสามารถก้าวขึ้นมาครองเสียงข้างมากได้ในสภาสูงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนสภาผู้แทนฯ (สภาล่าง) จำนวนที่นั่งที่ NBC คาดว่า พรรคเดโมแครต จะได้รับชัยชนะยังเพิ่มสูงขึ้นเป็น 255 เสียงอีกด้วย

ชัยชนะการเลือกตั้งที่ถล่มทลายแบบนี้ นำมาสู่กรณีสุดโต่ง (Extreme case) ที่เรามองว่าตลาดไม่ได้ Fully price in ไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นผลลบต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯโดยตรง ผ่านการเข้ามามีบทบาทของพรรค เดโมแครต ในการจัดสรรงบประมาณต่างๆในโหมดที่รัดกุมมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การใช้จ่ายภาครัฐและการลดภาษีต่างๆเกิดขึ้นได้น้อยลง

ขณะเดียวกัน มาตรการรัดเข็มขัดและวินัยการคลังสหรัฐฯที่มีแนวโน้มสูงขึ้นนี้ มองจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ถือพันธบัตรสหรัฐฯ รวมถึงพันธบัตรทั่วโลกต่อไป ( ล่าสุดวันนี้ Bond yield 10 ปีของไทยปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 3 เดือนที่ 2.04%)

แม้พรรค เดโมแครต จะสามารถก้าวขึ้นมามีอำนาจควบคุมได้ทั้ง 2 สภา แต่ไม่สามารถตัดความเสี่ยงทั้งเรื่องของ Geopolitics และ Trade war ออกไปได้ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีอำนาจเด็ดขาดในการใช้ Executive order ได้อยู่ โดยหาก Congress จะเห็นค้านหรือ (Veto) จะต้องใช้เสียงจำนวน 2 ใน 3 จากที่นั่งในสภา Congress ทั้งหมด ซึ่งจากการนับคะแนนล่าสุดแม้จะเกินครึ่ง แต่จำนวนเสียงของ พรรคเดโมแครต ยังไม่สามารถไปถึง Threshold ดังกล่าวได้

” เรายังคงแนะนำให้หลักเลี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯและตลาดหุ้นโลก (MSCI World) จากการเป็นตลาดหุุ้นที่เสียประโยชน์โดยตรง”

นอกจากนั้น ภาพ Earning yield gap ของตลาดหุ้นเหล่านี้ยังคงอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ อย่างไรก็ดีสำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น จากการสำรวจของล่าสุดพบว่ามีการปรับสูงขึ้นเข้าสู่ค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังได้แล้ว  น่าจะทำให้ Downside risk อยู่ในกรอบจำกัดมากขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯในระยะถัดไป

สำหรับธีมหุ้นที่น่าสนใจหลังผลลัพธ์การเลือกตั้งสหรัฐฯออกมาในกรณีสุดโต่งนี้ ได้แก่

1: หุ้นที่มีคุณลักษณะคล้ายบอนด์ (Bond-like) เช่น Utilities, REIT, IFF ที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้ม Bond yield ขาลง เนื่องจากมาตรวัด Dividend yield gap จะมีการปรับสูงขึ้น – หุ้นเด่นในเดือนนี้ที่เราเลือกมาได้แก่ EGCO และ 3BBIF

2: หุ้นในกลุ่ม Healthcare เนื่องจากพรรคเดโมแครตจะมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นอย่างมากในการคัดค้านหรือยับยั้งข้อเสนอปรับลดงบประมาณโครงการ Medicaid รวมถึงผลักดันให้มีการฟื้นฟูเงินอุดหนุนเบี้ยประกันสุขภาพภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act (Obamacare) – หุ้นเด่นที่เราเลือกมาในเดือนนี้ได้แก่ BDMS, BH

3: หุ้นในกลุ่ม Green energy เนื่องจากพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มใช้เสียงในสภาคองเกรสรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับพลังงานสะอาดที่มีอยู่ในปัจจุบัน และป้องกันการยกเลิกหรือปรับลดมาตรการดังกล่าว

ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย Democrats Sweep จำกัดการผลักดันนโยบายใหม่ของทรัมป์ แต่ไม่เปลี่ยนทิศทางนโยบายหลักในทันที

“พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ส่งผลให้รัฐบาลทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมายและงบประมาณใหม่ รวมถึงการตรวจสอบจากรัฐสภาที่เข้มข้นขึ้น อย่างไรก็ตาม นโยบายหลักยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไปผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร โดยความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะข้างหน้า”

สำหรับผลต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งอาจกระทบเงินเฟ้อ กำลังซื้อ และการส่งออก อย่างไรก็ดี การกระจายห่วงโซ่อุปทานโลกยังเป็นโอกาสดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และ Data Center ซึ่งยังขึ้นอยู่กับวัฏจักรการลงทุน AI โลก

นอกจากนี้ผลการเลือกตั้งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และไทย โดยคาดว่าบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 2 ปี และ 10 ปี ณ สิ้นปี 2569 จะอยู่ที่ 1.30% และ 2.50% ตามลำดับ (ภายใต้สมมติฐานว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ในปี 2569) ส่วนเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเป็นบางช่วง แต่กรอบการแข็งค่าจะยังจำกัด เพราะเฟดยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งก่อนสิ้นปี โดยยังคงตัวเลขคาดการณ์เงินบาท ณ สิ้นปีนี้ที่ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ

บอนด์ยีลด์ลงหนุนหุ้นนอนแบงก์-ไฟฟ้า

หุ้นไทยที่ดีดกลับขึ้นแรงกว่า 11 จุด นอกจากแรงซื้อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย DELTA แล้ว หุ้นนอนแบงก์ และไฟฟ้าก็พุ่งแรง เช่น MTC,GULF,GPSC  หลังจากลงมานาน และรับบอนด์ยีลด์สหรัฐฯลง ลดแรงกดดันต้นทุนการเงิน

ล่าสุด บอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ เวลาประมาณ 19.00 น. ลดลง 0.019% มาอยู่ที่ 4.931%

กกร. เพิ่มเป้า GDP ปีนี้โต 2.4-2.6% ส่งออกพุ่ง 18-22%

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เห็นชอบการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ปรับเพิ่ม GDP เป็น 2.4-2.5% (เดิม 2.1-2.5%) การส่งออกโต 18-22% (เดิม 12-16%) และอัตราเงินเฟ้อปรับลงเหลือ 2.1-2.5% (เดิม 2.5-3.0%) ท่ามกลางความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกปรับตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวสูงราว 105-110 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงต้นเดือนพ.ย.และมีแนวโน้มสูงต่อไปตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์  ด้านตลาดการเงิน บอนด์ยีลด์ระยะยาวยังอยู่ในระดับสูง

ขณะเดียวกัน กกร. มีความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่เป็นไปในลักษณะ K-shape ชัดเจนมากขึ้น  โดย กกร. พร้อมร่วมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามแนวทาง Reinvent Thailand  เพื่อยกระดับผลิตภาพและทุนมนุษย์ สนับสนุนการเติบโตที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และทั่วถึงต่อไป เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้โตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนแตะ 30% ของ GDP

ส่วน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่

1. เกษตรและการแปรรูปอาหาร (เกษตรสมัยใหม่ และ Food Processing)
2. ยานยนต์ (ยานยนต์ไฟฟ้า EV และ Smart Manufacturing)
3. การค้าปลีกและการค้า
4. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics / ชิปและเซมิคอนดักเตอร์)
5. การแพทย์และเวลเนส (Wellness)
6. การท่องเที่ยว
7. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)