HoonSmart.com>>รมว.พลังงานลงนามสั่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ ดีเดย์ 29 ต.ค.69 เกณฑ์ใหม่ใช้น้ำมันในไทยไม่มีค่าขนส่ง-ประกันภัย-ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง-ปรับลดสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ส่วน กดราคาหน้าโรงกลั่นลง 0.0875–0.3548 บาท/ลิตร ดีเซล B7 ลด 1 บาท แก๊สโซฮอล์ 91-95 ลด 0.50 บาท บล.บัวหลวงคาดปีนี้กำไรโรงกลั่นลด 1-2% ส่วนปีหน้า BCP หดตัว 12%, IRPC ลดลง 24%, SPRC ลดลง16%, TOP ลดลง10%, PTTGC ลด 8% เชียร์ปิโตรฯ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามคำสั่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ ที่กระทรวงพลังงาน และเปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2569 ราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันทุกชนิดจะคำนวณตามหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งถอดค่าใช้จ่ายสมมุติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกจากสูตรราคา ค่าใช้จ่ายเหล่านี้แฝงอยู่ในสูตรมาตั้งแต่ปี 2547 ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จัดตั้งสูตรคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมัน รวม 22 ปี การปรับครั้งนี้จะลดภาระประชาชนได้ 10,839 ล้านบาทต่อปี
นายเอกนัฏ อธิบายว่า ที่ผ่านมาราคา ณ โรงกลั่นของไทยอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์บวกค่าใช้จ่ายเสมือนว่าน้ำมันถูกขนส่งทางเรือจากสิงคโปร์มายังประเทศไทย ทั้งที่น้ำมันส่วนใหญ่กลั่นในประเทศ หลักเกณฑ์ใหม่ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จึงยกเลิกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง (Freight, Insurance, Loss) ที่สมมุติจากเส้นทางสิงคโปร์ และปรับลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ส่วน ให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองที่เกิดขึ้นจริง
ผลคือราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันทุกประเภทลดลง 0.0875–0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่า 29.70 ล้านบาทต่อวัน หรือ 10,839 ล้านบาทต่อปี ดีเซล B7 ซึ่งมีปริมาณใช้มากที่สุดได้ประโยชน์มากที่สุด โดยลดลง 0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็น 6,795 ล้านบาทต่อปี รองลงมาคือแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ลดลง 0.3203 บาทต่อลิตร คิดเป็น 2,115 ล้านบาทต่อปี
“การอ้างอิงราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียวอาจเหมาะกับภาวะปกติ แต่ในภาวะวิกฤต สูตรนี้สร้างกำไรส่วนเกินที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน” นายเอกนัฏกล่าว
นับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2569 กบง. จึงใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มีมติปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 8 ครั้ง เรียกเก็บผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ 31,786 ล้านบาท ครอบคลุมดีเซลรวม 11,058 ล้านลิตร เมื่อรวมกับเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ดูแลราคาอีก 64,355 ล้านบาท รัฐได้ใช้เงินดูแลราคาน้ำมันให้ประชาชนแล้วรวม 96,141 ล้านบาท
“การหักส่วนเกินโรงกลั่นคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในวิกฤต ส่วนการถอดราคาทิพย์ครั้งนี้คือการแก้ที่โครงสร้าง ต่อให้วิกฤตจบ เงิน 1 หมื่นล้านบาทต่อปีนี้ก็จะไม่กลับมาอยู่ในบิลน้ำมันของคนไทยอีก” นายเอกนัฏกล่าว
มาตรการครั้งนี้สอดคล้องกับการถอดค่าไฟฟ้าสาธารณะมูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาทออกจากบิลค่าไฟของประชาชนก่อนหน้านี้ ทั้งสองมาตรการทบทวนต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องจ่ายในสิ่งที่ไม่ได้ใช้จริง และเพื่อให้ราคาพลังงานเป็นธรรมกับคนไทยทุกคน
คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยน้ำมันดีเซล บี7 ชดเชยลดลง 0.38 บาทต่อลิตร เป็น 2.93 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1 บาทต่อลิตร เหลือ 42.54 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล อี10-95 ชดเชยลดลง 0.16 บาทต่อลิตร เป็น 1.61 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกลดลง 0.50 บาทต่อลิตร เหลือ 41.54 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล อี10-91 ชดเชยลดลง 0.16 บาทต่อลิตร เป็น 1.61 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกลดลง 0.50 บาทต่อลิตร เหลือ 41.17 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2569
การปรับลดราคาครั้งนี้เป็นผลจากมติ กบง. ที่ปรับหลักเกณฑ์การคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่
แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังผันผวน โดย ณ วันที่ 28 ต.ค. 2569 ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ 171 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันเบนซินอยู่ที่ประมาณ 139 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงประมาณวันละ 253 ล้านบาท แต่ กบน. ยังคงตรึงราคาขายปลีกน้ำมันประเภทอื่นไว้ตามเดิม เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการทั้งมติ กบง. และกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาพลังงานที่ประชาชนจ่ายสะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงและเป็นธรรมมากที่สุด ประชาชนต้องไม่จ่ายในสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ควบคู่กับการบรรเทาภาระในยามวิกฤต และวางรากฐานโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคนในระยะยาว
ด้านบล.บัวหลวงประเมินผลเบื้องต้นจากการการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะคิดเป็น downside ต่อประมาณการกำไรกลุ่มโรงกลั่นปี 2569 ราว 1-2% สำหรับปี 2570 จะคิดเป็น downside ดังนี้ BCP (12%), IRPC (24%), SPRC (16%), TOP (10%), PTTGC (8%)
มาตรการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นจะยังคงใช้ต่อไป (ประกาศฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ต.ค.) ทั้งนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาอัตราสำหรับงวดถัดไป
“มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกดดันต่อแนวโน้มกำไรรวมทั้งราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่น เรายังคงชอบกลุ่มปิโตรเคมีมากกว่า (IVL: ไม่ได้รับผลกระทบ / PTTGC: ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และมี upside จาก new JV กับ SCC)”บล.บัวหลวงระบุ

