HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดผสม ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 237 จุด สวนทาง S&P 500 และ Nasdaq ฟื้นตัวบวก นักลงทุนบางส่วนเข้าช้อนซื้อหุ้นกลุ่มชิป หลังจากราคาดิ่งลงอย่างหนักจนฉุดดัชนีร่วงเข้าสู่ภาวะปรับฐาน “ราคาน้ำมันดิบ” ขยับขึ้นต่อ ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ
ดัชนีหลักตลาดหุ้นสหรัฐ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ปิดในทิศทางที่ต่างกัน ดัชนี Nasdaq ฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนเข้าช้อนซื้อหุ้นกลุ่มชิปหลังจากที่ราคาดิ่งลงอย่างหนักจนฉุดให้ดัชนีร่วงเข้าสู่ภาวะปรับฐาน (correction)
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,285.73 จุด ลดลง 237.33 จุด, -0.46%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,376.86 จุด เพิ่มขึ้น 23.13 จุด, +0.31%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,579.42 จุด เพิ่มขึ้น 264.42 จุด, +1.09%
ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปิดสัปดาห์ในแดนบวก แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ดัชนี S&P 500 พ้นจากการเป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา
ความกังวลเกี่ยวกับภาวะชะลอตัวที่อาจเกิดขึ้นในการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ภายหลังชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครตทั้งในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และตำแหน่งผู้ว่าการรัฐสำคัญหลายแห่ง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยแรงเทขายอย่างหนักฉุดให้ทั้ง 3 ดัชนีหลักลดลงรุนแรงที่สุดในรอบวันนับ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 โดยดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 5.5% ปิดตลาดในระดับที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดล่าสุดมากกว่า 10% ซึ่งถือเป็นภาวะที่วอลล์สตรีทจัดว่าปรับฐาน (Correction)
ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีต่างปรับตัวลดลงในรอบสัปดาห์นี้ โดยดัชนี Nasdaq ลดลง 3.4% และดัชนี S&P 500 ลดลง 2.7% ส่วนดัชนี Dow Jones ซึ่งประกอบด้วยหุ้น 30 ตัว ทำผลงานได้ดีที่สุดในกลุ่ม โดยปรับตัวลดลง 0.9%
ในการซื้อขายวันศุกร์ หุ้น Micron Technology ปรับขึ้น 5% หลังจากที่ร่วงลงถึง 17% ในวันพฤหัสบดี ส่วนหุ้น Nvidia ก็ปรับตัวขึ้นเกือบ 3% หลังจากที่ดิ่งลง 9% ในวันก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาหุ้นกลับมาอยู่ในแดนบวกเมื่อเทียบกับต้นปี
สจ๊วร์ต คลาร์ก ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก Quilter กล่าวว่า ขนาดของการปรับตัวลดลงในหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดบางแห่งในตลาดถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัว (concentration risk) ที่ก่อตัวขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
การที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์เพียงไม่กี่ตัวมีน้ำหนักสูงมากในตลาด ความอ่อนแอของหุ้นกลุ่มนี้จึงส่งผลให้ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตามไปด้วย
หุ้นกลุ่ม “Magnificent Seven” มีมูลค่าตามราคาตลาด (market capitalization) หายไปรวมกันถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในวันพฤหัสบดีเพียงวันเดียว แต่ในวันศุกร์ หุ้น Nvidia, Tesla, Meta Platforms และ Alphabet ต่างก็ปรับตัวสูงขึ้น
นับตั้งแต่พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้ง แกนนำของพรรคได้ออกมาเรียกร้องให้มีการจำกัดการขยายศูนย์ข้อมูล (data center) โดย จินา ฮิโนโจซา ว่าที่ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ กล่าวในการสัมภาษณ์กับ CNN เมื่อเย็นวันพฤหัสบดีว่า “เราจะมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองชาวเท็กซัส และเราจำเป็นต้องหยุดการดำเนินการเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูลไว้ก่อน จนกว่าเราจะมีมาตรการคุ้มครองเหล่านั้น”
คริส กริซานติ จาก MAI Capital Management มองว่า ความกังวลของนักลงทุนน่าจะยังคงต่อเนื่อง แต่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อเทคโนโลยี AI โดยเชื่อว่าข้อตกลงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขยายศูนย์ข้อมูลจะสามารถบรรลุผลได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวกในวันศุกร์ถูกจำกัดลง หลังจากมีแหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยกับ CNBC ว่า Microsoft กำลังวางแผนที่จะลดจำนวนพันธมิตรในกลุ่ม “neocloud” ลง
นอกจากนี้ นักลงทุนยังขานรับรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรล่าสุด ซึ่งออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยในเดือนตุลาคมมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 165,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าตัวเลข 59,000 ตำแหน่งที่นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งสำรวจโดย Dow Jones ได้คาดการณ์ไว้ ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4.1% ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2%
ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น ตลาดกำลังจะเผชิญกับบททดสอบสำคัญในสัปดาห์หน้า โดยในวันอังคาร รัฐบาลจะเปิดเผยรายงานดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือน ซึ่งถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุดตัวหนึ่ง นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้ง CoreWeave, Applied Materials และ Cisco Systems ก็มีกำหนดรายงานผลประกอบการเช่นกัน
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ โดยหุ้นกลุ่มประกันภัยปรับลงนำในการเทขายในวงกว้าง ขณะที่นักลงทุนกำลังประเมินแนวโน้มของหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายหลังพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 648.33 จุด ลดลง 6.54 จุด, -1.00%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,139.00 จุด ลดลง 66.37 จุด, -0.81%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,820.36 จุด ลดลง 504.65 จุด, -1.92%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,673.94 จุด ลดลง 108.72 จุด, -1.01%
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีได้ลามมาถึงที่นี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยภาวะความเชื่อมั่นที่แย่ลงได้แพร่กระจายไปยังยุโรปแล้วในขณะนี้
กลุ่มธุรกิจประกันภัย ลดลง 2.6% โดยได้รับแรงกดดันจากการที่ JPMorgan ปรับลดอันดับความน่าลงทุนของบริษัทรับประกันภัยต่อ (reinsurer) ในเยอรมนี ส่งผลให้หุ้น Hannover Re และ Munich Re ร่วงลง 4.3% และ 4.4% ตามลำดับ
ส่วนหุ้น Swiss Re ลดลง 4.6% แม้รายงานผลกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นก็ตาม
ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ลดลงเล็กน้อย 0.2% ต่อเนื่องจากการร่วงลงเมื่อวันพฤหัสบดี โดยมีความกังวลว่าสภาคองเกรสที่นำโดยพรรคเดโมแครตอาจหาทางจำกัดการใช้จ่ายด้านศูนย์ข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งซ้ำเติมความกังวลที่มีอยู่เดิม ทั้งในเรื่องผลตอบแทนที่อ่อนแอ มูลค่าหุ้นที่สูงเกินจริง และการลงทุนที่อาศัยเงินกู้ยืมเป็นหลัก
Teleperformance ปรับตัวลดลงมากที่สุด โดยร่วงลง 15.3% หลังจากบริษัทปรับลดคาดการณ์การเติบโตของรายได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากธุรกิจด้านความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย (trust and safety) ของบริษัทเอาต์ซอร์ซรายนี้ประสบภาวะซบเซา ซึ่งส่งผลกระทบมากกว่าการเติบโตในส่วนของบริการที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบริการสนับสนุนการดำเนินงานส่วนหลัง (back-office services)
หุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังที่ว่า หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้สำเร็จ จะนำไปสู่การกลับมาสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอีกครั้ง ประกอบกับผลประกอบการที่แข็งแกร่งซึ่งช่วยประคองตลาดเอาไว้ได้เช่นกัน
หุ้น Orsted และ Nordex ปรับตัวสูงขึ้น 1.2% และ 5% ตามลำดับ ในขณะที่หุ้น EDP ขยับตัวขึ้นเล็กน้อย หลังจากบริษัทได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติสำหรับทั้งปีขึ้นเป็นครั้งที่สามในปีนี้
กลุ่มหุ้นท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงสายการบิน เป็นกลุ่มเดียวที่ปรับตัวสูงขึ้นในวันศุกร์ โดยเพิ่มขึ้น 0.9% ท่ามกลางความคาดหวังว่าการพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกันอาจช่วยเร่งความพยายามในการยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และส่งผลให้ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงปรับตัวลดลงได้
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 31 เซนต์ หรือ 0.34% ปิดที่ 90.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 3 เซนต์ หรือ 0.03% ปิดที่ 98.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

