
โดย…สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
ขอต่อเรื่องการหลอกลวงอีกที เพราะมันมีเยอะเหลือเกิน เกิดขึ้นทุกวัน ทั้งกับตัวเอง คนที่รู้จัก และ คนที่ไม่รู้จัก (อ่านเจอตามข่าวต่างๆ) และวิธีการหลอกก็หลากหลายมาก เลยอยากขอแชร์หลักการหลอกลวงเท่าที่ศึกษาได้ เพื่ออย่างน้อย พวกเราจะได้ “เอ๊ะ!” ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อ
การหลอกลวงทั้งหมดที่อ่านเจอ คือ การใช้ความรู้ด้านจิตวิทยามาหลอกเรา มิจฉาชีพรู้ว่าทำอย่างไร เราจะยอมควักเงินออมเป็นล้านที่หามายากแสนยากออกจากกระเป๋า หากเรารู้ทันกลยุทธ์ที่มิจฉาชีพใช้ อย่างน้อยเราก็จะ “เอ๊ะ!” ก่อนล้วงกระเป๋า ไม่ต้องเสียใจทีหลัง
Proof of evidence สร้างความน่าเชื่อถือด้วยหลักฐาน
มิจฉาชีพจะมีการสร้างหลักฐานที่น่าเชื่อถือ เช่น หนังสือการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ ต่างประเทศ ว่าเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย หรือ กรณีดังในวงการเซียนพระล่าสุด จะเป็นความผิดพลาด หรือ การหลอกลวง คงต้องรอการพิสูจน์กันต่อไป แต่สิ่งที่นำมาศึกษาได้ ก็คือ การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยใบเซอร์จากสมาคมฯ และเซียนพระระดับประเทศ รวมถึง 4 ใบ ว่าเป็นพระแท้ ถูกรุ่น รวมถึงการการันตีคืนเงิน 100% ถ้าเป็นพระเก๊ หรือ ผิดรุ่น ฯลฯ การสร้างหลักฐานความน่าเชื่อถือทั้งจากบุคคลอ้างอิง สถาบันอ้างอิง เหล่านี้ ทำให้เหยื่อวางใจ ยอมควักเงินออกจากกระเป๋า สุดท้ายก็เป็นเหยื่อ
ผมชอบจริงๆที่ เอก สายไหมต้องรอด ออกมาพูด”ถ้าเก๊ ก็แค่คืนเงิน ง่ายไปเปล่า” ประโยคนี้สะท้อนได้ดี ถึงความเสี่ยงของคนขายพระ ถ้าลูกค้าไม่ร้องเรียน ก็ได้กำไรมาก แต่ถ้าลูกค้าร้องเรียน และพิสูจน์แล้วว่า “เก๊” ก็ไม่ขาดทุนอะไร มีแต่ได้กับได้
การให้ข้อมูลเยอะเกินไป
เรามักจะคุ้นเคยกับการหลอกลวงด้วยการบอกไม่ครบ หรือ ปิดบังข้อมูลที่สำคัญต่อการตัดสินใจ ในทางกฎหมายและการหลอกลวงเรียกว่า “การฉ้อโกงโดยการปกปิดข้อความจริง” หรือ “การงดเว้นไม่แจ้งข้อความจริงซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามศีลธรรมที่ต้องบอก” ในทางจิตวิทยาและภาษาทั่วไป มักเรียกว่า การปิดบังความจริง (Deception by Omission) หรือ การปั่นหัวด้วยการให้ข้อมูลไม่ครบ (Selective Truth)
แต่ก็มีการฉ้อโกงอีกวิธีที่ทำตรงกันข้ามเลย การกระทำดังกล่าวเรียกว่า “ภาวะข้อมูลล้น” (Information Overload) หรือในเชิงจิตวิทยาและอาชญากรรมไซเบอร์ มักเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ที่เรียกว่า “การโจมตีด้วยความซับซ้อน”X หรือการใช้ XSocial Engineering (วิศวกรรมสังคม) เพื่อทำให้สมองของเหยื่อประมวลผลไม่ทัน
ลักษณะและกลไกของเทคนิคนี้
-
o สมองรับไม่ไหว: เมื่อมิจฉาชีพโยนข้อมูล ตัวเลข ชื่อหน่วยงาน ศัพท์กฎหมาย หรือขั้นตอนยาวเหยียดมาพร้อมกัน สมองส่วนวิเคราะห์ (Logical Thinking) จะทำงานหนักเกินขีดจำกัด [1, 2]
-
o ยอมจำนนต่อผู้มีอำนาจ: เมื่อคิดต่อเองไม่ไหว สมองจะหาทางลัดด้วยการ “เชื่อ” คนที่ดูมีความรู้หรืออ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ เพื่อลดความเครียดและความสับสนในทันที
-
o สร้างความกดดันร่วมด้วย: มิจฉาชีพมักบีบเรื่องเวลา (เช่น ต้องเสร็จภายใน 5 นาทีนี้) เพื่อไม่ให้เหยื่อมีเวลาตั้งสติ ตรวจสอบ หรือโทรหาคนอื่น
Complexity Bias ความซับซ้อนที่ดูขลัง
การใช้คำศัพท์เทคนิคสูงๆ (Jargon) เช่น Algorithm, AI Arbitrage, Decentralized Liquidity Pool หรือการโชว์หน้าจอที่มีกราฟยุ่งเหยิง ธรรมดาเมื่อเราเห็นอะไรซับซ้อน มันก็ดูขลัง น่าเชื่อถือ ฟังให้ตาย ก็ไม่เข้าใจ เหยื่อจะรู้สึกว่า “มันยากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ แต่เขาน่าจะเข้าใจ” จึงยอมมอบอำนาจการตัดสินใจทางการเงินให้ไปโดยปริยาย
อ้าว เมื่อไม่รู้ ไม่เข้าใจ แล้วทำไมไม่ถาม เหตุผลก็เพราะ
-
• กลัวโชว์โง่ กลัวว่าถามเยอะ เขาจะว่าเรา “โง่” จริงๆ ยอม”โง่”ตอนนี้ ถามเพื่อ”รู้” ดีกว่ามา “รู้” ว่า “โง่”ทีหลัง
-
• เกรงใจ เป็นวัฒนธรรมของคนไทยที่ขี้เกรงใจ ไม่กล้าถาม
อ้าว แล้วทำไมไม่ถามคนอื่นที่รู้จักล่ะ
การแยกเหยื่อออกจากเครือข่าย
“อย่าไปบอกใครเรื่องนี้นะ เขาไม่รู้อะไร ถ้าเขาไม่เชื่อ พูดมาก จะเสียหายถึงผู้ใหญ่”
ประโยคยอดฮิตที่ได้ยินบ่อยๆ ทุกครั้งที่มีคนเล่าว่าถูกหลอก ทำไมมิจฉาชีพต้องปั่นหัวเหยื่อให้แยกตัวออกจากคนรอบข้าง หรือถูกทำให้กังวลและกลัวว่าถ้าคนอื่นๆ รู้ เรื่องราวจะยิ่งแย่หรือยิ่งบานปลาย
แก่นสำคัญ คือ ในเชิงจิตวิทยา Xการปั่นหัวด้วยความกลัวและความวิตกกังวล (Fear/Anxiety Manipulation) คือเทคนิคทางจิตวิทยาที่ถูกนำมาใช้เพื่อควบคุม ดึงดูด หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคล โดยการจงใจกระตุ้นให้เกิดความกลัว ความตื่นตระหนก หรือความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย เพื่อให้เป้าหมายยอมทำตามข้อเรียกร้องอย่างง่ายดาย + Xการแยกเหยื่อจากสังคม (Social Isolation)X เมื่อประกอบกันจะทำให้เหยื่อเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า XCognitive NarrowingX หรือ “การตีบแคบของการรับรู้และการคิด”
Social Isolation Manipulation — การปั่นให้เหยื่อแยกตัวจากเครือข่ายช่วยเหลือ มิจฉาชีพจะพยายามทำให้เหยื่อ ไม่ปรึกษาครอบครัว เพื่อน หรือคนที่มีมุมมองเป็นกลาง เช่น
-
• “ห้ามบอกใคร เรื่องนี้เป็นความลับ”
-
• “ถ้าคนอื่นรู้ คุณจะเสียหาย”
-
• “คนอื่นไม่เข้าใจสถานการณ์ของคุณ”
-
• “ต้องรีบทำตอนนี้ ห้ามเสียเวลาไปถามใคร”
เมื่อเหยื่อถูกตัดขาดจากข้อมูลภายนอก แหล่งข้อมูลที่เหลืออยู่แทบจะมีเพียงมิจฉาชีพX ทำให้มิจฉาชีพสามารถควบคุม “เรื่องเล่า” (narrative) ที่เหยื่อใช้ตีความสถานการณ์ได้
กลไกที่ลึกลงไปคือ Cognitive Narrowing
เมื่อคนอยู่ภายใต้ ความกลัว ความเครียด ความเร่งด่วน หรือความกังวลสูง ความสนใจจะถูกบีบให้แคบลง เหยื่อจึงอาจเห็นเฉพาะปัญหาที่มิจฉาชีพกำลังนำเสนอ และมองข้ามสัญญาณเตือนที่อยู่นอกเรื่องนั้น เช่น
มิจฉาชีพบอกว่า “บัญชีคุณกำลังจะถูกอายัด ต้องโอนเงินเดี๋ยวนี้”
เหยื่อจึงคิดวนอยู่กับคำถามว่า “ทำอย่างไรบัญชีจะไม่ถูกอายัด?”
แทนที่จะหยุดถามว่า “ทำไมเจ้าหน้าที่จริงถึงให้ฉันโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่น?”
อีกคำที่สำคัญมาก:
เมื่อเหยื่อได้รับข้อมูลซ้ำ ๆ จากแหล่งเดียว และไม่มีคนอื่นเข้ามาช่วยตรวจสอบ ข้อมูลของมิจฉาชีพอาจเริ่มถูกมองว่า “น่าเชื่อถือ” เพียงเพราะได้ยินซ้ำและไม่มีข้อมูลคู่แข่ง X(Illusory Truth / Source Dependence)
“การควบคุมการรับรู้ผ่านการแยกเหยื่อออกจากเครือข่ายสังคม” (Perceptual Control through Social Isolation)
เราอาจเขียนเป็นสูตรที่อธิบายได้ดีคือ:
Isolation → Fear → Cognitive Narrowing → Narrative Control → Compliance
หรือภาษาไทย:
แยกออกจากคนรอบข้าง → สร้างความกลัว → ทำให้คิดแคบลง → ควบคุมเรื่องเล่า → เหยื่อทำตาม
จุดที่น่าสนใจมากคือ มิจฉาชีพไม่ได้จำเป็นต้อง “โกหกเก่ง” อย่างเดียว แต่พยายามควบคุมว่าเหยื่อจะได้รับข้อมูลจากใครบ้าง ซึ่งเป็นกลไกที่ทรงพลังมากในการหลอกลวงทางจิตวิทยา
ก็ขอแชร์ประสบการณ์การหลอกลวงที่ได้ยินมา และ การวิเคราะห์ เผื่อครั้งหน้าหากเกิดกับเรา เราจะได้ “เอ๊ะ!” กันทัน
———————————————————————————————————————————————————–

