HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ลดลง 175 จุด ท่ามกลางกระแสการลดการถือครองหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ฉุดดัชนี Nasdaq ร่วง 2.14% “ราคาน้ำมันดิบ” พุ่งกว่า 3% สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนในช่วงก่อนเข้าสู่สุดสัปดาห์ ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ปิดลบ ท่ามกลางกระแสการลดการถือครองหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนในช่วงก่อนเข้าสู่สุดสัปดาห์
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 52,002.41 จุด ลดลง 175.28 จุด, -0.34%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,659.44 จุด ลดลง 84.62 จุด, -1.09%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,140.03 จุด ลดลง 572.99 จุด, -2.14%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ CoreWeave และ Broadcom เผชิญกับแรงกดดันระลอกใหม่ จากความกังวลที่ว่าบริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งมีภาระหนี้สินสูง อาจไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ทันที่จะชำระหนี้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คาดว่าต้นทุนการกู้ยืมกำลังจะปรับตัวสูงขึ้น
หุ้น CoreWeave ซึ่งมีภาระหนี้สินรวมพุ่งสูงขึ้นกว่า 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลงเกือบ 12% ส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงรวมแล้วถึง 25% ในช่วงสัปดาห์นี้ หุ้น Broadcom ลดลง 3.6%
นอกจากความกังวลเกี่ยวกับการระดมทุนสำหรับ AI แล้ว นักลงทุนปัจจุบันของ Anthropic บางรายและนักลงทุนที่มีศักยภาพกำลังพิจารณาที่จะลดมูลค่าของบริษัทในการเสนอขายหุ้น IPO ตามรายงานของรอยเตอร์ โดยอ้างแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้
หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปปรับตัวลดลงอีกครั้ง โดยกองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) ร่วงลง 3% นำโดยการปรับตัวลงของหุ้น Micron Technology, Advanced Micro Devices และ Sandisk ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันจากประเทศจีน โดยดัชนี SMH ลดลง 2.5% เป็นการปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 8 แล้วปรับตัวลดลง 10% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นการลดลงรายสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025
การปรับตัวลดลงดังกล่าว ประกอบกับการร่วงลงของหุ้นตัวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq ลดลง 4.5% ยุติช่วงขาขึ้นที่ดำเนินมาตลอดหนึ่งเดือน เป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน เนื่องจากนักลงทุนมีการปรับพอร์ตโดยลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.95% ส่วนดัชนี Dow
ยังคงยืนอยู่ในแดนบวกโดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.7%
นักลงทุนยังจับตาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 3% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานจากตะวันออกกลาง
ร็อบ ฮาเวิร์ธ นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสจาก U.S. Bank Wealth Management ในเมืองซีแอตเทิล กล่าวว่า ในตลาดเกิดความกังวล โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งมักจะส่งผลกดดันต่อ P/E ratio ของหุ้น ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงเลือกที่จะใช้ความระมัดระวังในช่วงสุดสัปดาห์นี้ แทนที่จะเพิ่มความเสี่ยงให้มากขึ้น
กลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น โดยหุ้น Chevron มีส่วนช่วยจำกัดการปรับตัวลดลงของดัชนี Dow Jones ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงระหว่างรัสเซียกับยูเครน
ขณะเดียวกัน นักลงทุนกำลังเผชิญกับข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดการณ์ ซึ่งสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยในสัปดาห์นี้ ดัชนีราคาผู้ผลิต (เงินเฟ้อภาคค้าส่ง) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ส่วนอัตราเงินเฟ้อของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างมาก
เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้กล่าวในงานประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้หรือไม่ แต่นักลงทุนต่างตีความว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมช่วงปลายเดือนนี้ โดยเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ถึง 82% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมในการประชุมวันที่ 27-28 ตุลาคมนี้
ฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 จะเริ่มคึกคักขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยมีบริษัทที่จะรายงานผลประกอบการ ได้แก่ Tesla Meta Platforms และ Procter & Gamble ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์โดยเฉลี่ยว่าผลประกอบการรายไตรมาสจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 30% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูง (megacaps) ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หุ้น Tesla ลดลง 2.5% หลังจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้เปิดตัวรถรุ่น Roadster โฉมใหม่ ซึ่งติดตั้งระบบขับเคลื่อนแบบทรัสเตอร์ (thrusters) ในรูปแบบเดียวกับจรวด โดยเป็นการพัฒนาร่วมกับบริษัท SpaceX
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก ส่งผลให้สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยผลประกอบการที่แข็งแกร่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก
ดัชนี STOXX 600 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ โดยตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นกว่า 2%
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 644.74 จุด เพิ่มขึ้น 4.58 จุด, +0.72%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,956.70 จุด เพิ่มขึ้น 22.00 จุด, +0.28%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,622.61 จุด เพิ่มขึ้น 239.99 จุด, +0.95%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,881.90 จุด เพิ่มขึ้น 41.55 จุด, +0.38%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงเผชิญกับแรงเทขายในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการพึ่งพาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงความกังวลเรื่องการแข่งขันจากประเทศจีน
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากบริษัทต่าง ๆ เช่น ASML ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับผลิตชิปคอมพิวเตอร์, Aixtron ซัพพลายเออร์ระบบชิป และ Ericsson ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม ได้ช่วยประคับประคองความเชื่อมั่นของตลาดเอาไว้
ไมเคิล ฟิลด์ หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นของ Morningstar กล่าวว่า ฤดูกาลประกาศผลประกอบการที่เป็นบวกอย่างมากจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้อย่างแท้จริง และอาจดันให้ตลาดกลับไปสู่ระดับสูงสุดใกล้เคียงกับที่เคยเห็นเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้
ข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S บ่งชี้ว่ามีการคาดการณ์ว่า ผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ ในดัชนี STOXX 600 จะเติบโตขึ้น 20.7% ในไตรมาสที่ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งปรับลดลงเล็กน้อยจากการคาดการณ์การเติบโตที่ 21% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
บริษัทต่าง ๆ เช่น SAP ABB และ Barclays มีกำหนดรายงานผลประกอบการในสัปดาห์หน้า
หุ้น Schneider Electric พลิกกลับจากที่ปรับตัวขึ้นในช่วงแรก โดยลดลง 1.8% หลังจากกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมแห่งนี้ปรับเพิ่มเป้าหมายกำไรหลักและรายได้สำหรับปี 2026 เป็นครั้งที่สอง
กลุ่มหุ้นเทคโนโลยีทรงตัว ในขณะที่กลุ่มหุ้นเฮลธ์แคร์ลดลง 0.3% หลังจากที่ปรับตัวขึ้นกว่า 4.6% ในช่วงสองวันที่ผ่านมา
สำหรับหุ้นตัวอื่น ๆ ที่มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ หุ้น Nestle เพิ่มขึ้น 1.7% หลังจากที่ JPMorgan ปรับเพิ่มอันดับความน่าลงทุนของกลุ่มบริษัทอาหารและเครื่องดื่มสัญชาติสวิสแห่งนี้ขึ้นสู่ระดับ “Overweight” และช่วยหนุนดัชนีกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ให้ขยับขึ้น 1.4%
ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ HICP สุดท้ายของยูโรโซนประจำเดือนกันยายนอยู่ที่ 3.8% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ แต่ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) อย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันด้านราคายังคงจำเป็นต้องได้รับการควบคุม
ธนาคารกลางยุโรปได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% สู่ระดับ 2.50% เพื่อสกัดแรงกดดันด้านราคาที่เกิดจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักลงทุนได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนธันวาคมนี้
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 3.44 ดอลลาร์ หรือ 3.51% ปิดที่ 101.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 3.94 ดอลลาร์ หรือ 3.72% ปิดที่ 109.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

