HoonSmart.com>>เศรษฐกิจไทยปี 26 โตชะลอ 2.0%จากปีก่อนโต 2.4% อานิสงส์ AI -ส่งออกช่วยพยุง แต่โจทย์ใหญ่คือภาระหนี้และมูลค่านำเข้าพลังงานสูง ความเสี่ยงด้านความยากจนกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม คาดเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว เติบโต 2.3% ในปี 70 และขยายตัว 2.4% ในปี 71
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 ธนาคารโลก เปิดตัวรายงานอัพเดทเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกฉบับเดือนตุลาคม 2569 (East Asia and Pacific Economic Update, October 2026) วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาค และบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานและเศรษฐกิจในอนาคต รายงานฉบับนี้ซึ่งจัดทำขึ้นทุก 6 เดือน นำเสนอประเด็นสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
นโยบายและการลงทุนที่จำเป็นเร่งด่วนในด้าน AI ขนาดเล็ก (Small AI) และทักษะ
ภาพรวมแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและประเทศต่าง ๆ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของ AI อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างงานที่เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารโลก ประเมินภาพรวมและมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยดังนี้
คาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปี 2569 จะขยายตัวลดลงเหลือ 2.0% (จาก 2.4% ในปี 2568) โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคานำเข้าพลังงานสูงขึ้น
รายงานระบุว่า การพึ่งพาพลังงานนำเข้าของประเทศไทยทำให้ประเทศเปราะบางต่อแรงกระแทกด้านราคาจากภายนอก ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น บั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และสร้างความกดดันต่อดุลการค้าและดุลการคลัง อย่างไรก็ตาม มาตรการของภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง และการส่งออกสินค้าได้ช่วยจำกัดไม่ให้การชะลอตัวรุนแรงเกินไป
สวัสดิการของภาคครัวเรือนปรับตัวดีขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปแตะระดับ 2.2% ในปี2569 จากการส่งผ่านราคาพลังงานที่สูงขึ้นไปยังราคาในประเทศ เงินเฟ้อได้กัดเซาะรายได้ที่แท้จริง ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวและการลดความยากจนเป็นไปอย่างล่าช้า แม้ว่าจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการโอนเงินงบประมาณแบบร่วมจ่ายในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ก็ตาม
การจ้างงานรวมในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 4.6% (YoY) จากการฟื้นตัวของภาคเกษตรกรรม แต่การว่างงานกลับแย่ลงและฐานะทางการเงินของครัวเรือนยังคงตึงตัว หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะที่ ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลในกลุ่มผู้มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ขยายตัวสูงถึง 13.5% และ 11.5% ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดกลุ่มหนึ่งเมื่อเทียบกับทุกช่วงอายุ
รายงานคาดว่า GDP ไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวเป็น 2.3% ในปี 2570 และ 2.4% ในปี 2571 เมื่อแรงกดดันด้านราคาพลังงานเริ่มคลี่คลายลง และมีมาตรการกระตุ้นทางการคลังรอบใหม่ช่วยชดเชยการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะลดลงเหลือ 1.0% ในปี 2570 เมื่อผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและการส่งผ่านไปยังราคาในประเทศเริ่มเจือจางลง
การขาดดุลการคลังคาดว่าจะมากขึ้นในปีงบประมาณ 2026 ก่อนจะค่อยๆ ลดลง ขณะที่หนี้สาธารณะคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 68.4% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งสะท้อนถึงรายจ่ายนอกงบประมาณจำนวน 4 แสนล้านบาท (คิดเป็น 2.0% ของ GDP) เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ปัจจัยสนับสนุนหลัก คือ การลงทุนในกลุ่ม AI และ Data Center อุปสงค์ภายนอกที่แข็งแกร่งในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์/AI และศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน โดยการอนุมัติการลงทุนในครึ่งแรกของปี 2569เติบโตถึง 37% (YoY)
อย่างไรก็ตาม การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังคงซบเซา และโครงการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติก็มีการกระจุกตัวสูง การที่จะเปลี่ยนการลงทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ Productivity ที่สูงขึ้น และการจ้างงานที่ดีขึ้นนั้น จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกับผู้ผลิตภายในประเทศ
การส่งออกสินค้า อุปสงค์ภายนอกและการลงทุนที่แข็งแกร่งยังคงเป็นแรงหนุนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ผลประโยชน์ที่กระจายสู่การผลิตในประเทศยังคงมีจำกัด การส่งออกสินค้าเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 17.8% (YoY) ในครึ่งแรกของปี 2569 จาก 13.2% ในปีที่แล้ว โดยได้รับการขับเคลื่อนหลักจากกลุ่ม AI/อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ขณะที่ผลผลิตภาคการผลิตจริงโดยรวมยังคงทรงตัวในช่วงเวลาเดียวกัน แม้การส่งออกสินค้าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่มูลค่านำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ประกอบกับการนำเข้าสินค้าทุนและสินค้าขั้นกลางที่เพิ่มขึ้น ได้ส่งผลให้บัญชีเดินสะพัดพลิกจากเกินดุลมาเป็นขาดดุลที่ 2.8% ในปี 2026
การผสมผสานนโยบาย ทั้งการสนับสนุนทางการคลังแบบระบุเป้าหมาย มาตรการตรึงราคาชั่วคราว และนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ได้ช่วยบรรเทาผลกระทบจากช็อกทางเศรษฐกิจ แต่ก็แลกมาด้วยต้นทุนทางการคลังที่สูงขึ้น การกำกับดูแลราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขนส่งและค่าไฟฟ้าช่วยจำกัดการส่งผ่านภาระไปยังผู้บริโภค แต่กลับทิ้งภาระต้นทุนทางการคลังมหาศาลไว้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทยได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ในเดือนสิงหาคม พร้อมส่งสัญญาณว่าจะติดตามแนวโน้มเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ขณะที่นโยบายการคลังยังคงเป็นแบบขยายตัว โดยการขาดดุลของรัฐบาลกลางขยายตัวขึ้นในรอบ 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 จากการเร่งตัวของทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน
ความเสี่ยงในระยะข้างหน้า ความเสี่ยงยังคงโน้มเอียงไปทางฝั่งขาลง (Downside Risks) ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น หรือความตึงเครียดทางการค้าโลก ซึ่งรวมถึงการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะกดดันเศรษฐกิจของไทยที่พึ่งพาการพึ่งพาการค้าต่างประเทศ ซ้ำเติมการฟื้นตัวที่ล่าช้าของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่การฟื้นตัวอย่างเป็นวงกว้างของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นปัจจัยบวกหลัก (Upside) ซึ่งมีศักยภาพในการยกระดับ ผลิตภาพ (Productivity) และการเติบโตในระยะยาว
ความเสี่ยงด้านความยากจนกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งคิดเป็น 45.5% ของประชากรยากจนทั้งหมด ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่รุนแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2569 และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อคนกลุ่มนี้ โดยประเมินความเสียหายทางเกษตรกรรมไว้สูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท และรายได้เกษตรกรอาจลดลงประมาณ 8% ทั้งนี้ เกษตรกรรายย่อยที่พึ่งพาน้ำฝนซึ่งอยู่นอกระบบชลประทานจะเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ขณะที่หนี้ครัวเรือนที่ระดับใกล้ 87% ของ GDP ทำให้เหลือกันชน (Buffer) จำกัดในการรองรับผลกระทบจากช็อกด้านรายได้เกษตรกรรม
