HoonSmart.com>>6 บริษัทหลักทรัพย์ แนะ “ซื้อ” หุ้น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU ) ราคาเป้าหมาย 13.90 – 16 บาท คาดกำไรไตรมาส 3 แตะ 1,309 – 1,420 ล้านบาทเติบโตแข็งแกร่ง เชื่อต้นทุนปลาทูน่าที่พุ่งสูงขึ้น ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว เริ่มมีปัจจัยบวกระยะยาวเข้ามาหนุน
บล.หยวนต้า ปรับประมาณการขึ้น…แต่ยังมี Upside risk อีก…แนะนำ “ซื้อ” หากกำไรปกติ 3Q26 ใกล้เคียงกับที่คาดจะส่งผลให้กำไรปกติ 9M26 คิดเป็นสัดส่วน 93% ของประมาณการเดิม จึงปรับประมาณการกำไรปี 2026 – 2027 ขึ้น 18% และ 4% ตามลำดับ
ได้ราคาเป้าหมายอิง 12.5 เท่า เท่าเดิม (เทียบเท่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) ได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 16.00 บาท มี Upside gain 29%
คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ PER26 ที่ 10 เท่า และคาดเงินปันผล 2H26 ที่ 0.40 บาท ให้ผลตอบแทน 3% และปี 2027 ทั้งปีอีก 7% (และหาก ITC ปิดดีล M&A ได้ในปีหน้าจะทำให้ประมาณการกำไรปี 2027 ของ TU มี Upside risk มากขึ้น)
ทั้งนี้ คาดกำไรปกติ 3Q26 ที่ 1,420 ลบ. (+4.3% QoQ, +17.4% YoY) คาดรายได้ที่ 35,882 ลบ. (+6.0% QoQ, +4.0% YoY) เป็นการเติบโตของรายได้ในธุรกิจอาหารกระป๋อง (Ambient) และอาหารสัตว์เลี้ยง ส่วนอาหารแช่เย็นแช่แข็งลดลงเล็กน้อย YoY ขณะที่ยังรักษาระดับ GPM ได้สูงคาดที่ 20.7% จาก 19.0% ใน 3Q25 และลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 2Q26 แม้ว่าจะเป็นฐานที่สูงก็ตาม จากผลของ Ambient และ อาหารสัตว์เลี้ยงเช่นกัน
บล. กรุงศรี (KSS ) คงคำแนะนำ “Buy” ราคาเป้าหมาย 15.50 บ. (อิง PER 10 เท่า) ปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายที่ PER 2027F เพียงราว 8 เท่า เรายังคาดกำไรปกติเติบโตต่อเนื่องในปี 2026F-2027F ที่ +19%/+16% จาก:
i) product mix ที่ดีขึ้นทั้งในธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งหนุน GPM
ii) ราคาทูน่าที่มีโอกาสอ่อนตัวลงจาก Super El Niño
iii) SG&A/sales ที่คาดลดลงในปี 2027F หลังโครงการ transformation ทั้งหมดจะสิ้นสุดในปี 2026
คาด TU รายงานกำไรปกติ 3Q26F ราว 1,349 ลบ. (+13% y-y, +9% q-q) ปัจจัยหลักจากรายได้ที่เติบโตจากคำสั่งซื้อในสหรัฐฯ และตาม high season ของการส่งออก ขณะที่คาด GPM ที่ 20.5% เพิ่มขึ้น y-y จาก product mix ที่ดีขึ้น และต้นทุนทูน่าในสต็อกที่ต่ำกว่าปัจจุบัน แต่ลดลง q-q ตามต้นทุนวัตถุดิบล็อตใหม่ที่ทยอยปรับขึ้น ทั้งนี้เมื่อรวม FX loss ที่ราว -100 ลบ. คาดกำไรสุทธิ 1,249 ลบ. (-4% y-y, -1% q-q)
สำหรับ 4Q26F เรารามองว่าราคาทูน่าที่ปรับขึ้นแรงใน 3Q26 จะเริ่มกดดัน GPM เบื้องต้นยังคงประมาณการกำไรปกติ 2026-2027F ที่ 5,135 ลบ. (+19% y-y) และ 5,970 ลบ. (+16% y-y) ตามลำดับ และคาด dividend yield ราว 6.5% ต่อปี
บล.เมย์แบงก์ (MST)แนะ ซื้อ TU ราคาเป้าหมาย 14.50 บาท (+24%)
คงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าหุ้นถูกพร้อมอัตราเงินปันผลน่าสนใจ แม้ว่าราคาปลาทูน่าที่พุ่งสูงขึ้นอาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในระยะสั้น แต่เรามองเห็นหลายปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนกำไรของ TU ในช่วง 2H69–2570 ได้แก่ 1.แนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่า 2.ค่าใช้จ่าย SG&A ที่ลดลงจากโครงการภายในบริษัท และ 3.ความคืบหน้าของข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป
โดยมีราคาเป้าหมายประเมินด้วยวิธี SOTP ที่ 14.50 บาท ด้าน valuation ดูน่าสนใจที่ P/E ปี 2570 เพียง 10.7 เท่า (-1.5 SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) พร้อมอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 6-7%
คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q69 ที่ 1.3 พันล้านบาท (ทรงตัว YoY, +3% QoQ; มีกำหนดรายงานวันที่ 2 พ.ย.) หากไม่รวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรหลักคาดว่าจะเติบโต 14% YoY และ 3% QoQ มาอยู่ที่ 1.38 พันล้านบาท
บล.พาย (PI) แนะซื้อ TU ประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 15.4 บาท (13.5X PER26E) สำหรับเหตุน้ำท่วมไม่กระทบกับการผลิตของกลุ่มแต่อย่างใด
เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยปัจจัยบวกอย่างผลประกอบการงวด 3Q26 ที่คาดว่ากำไรปกติจะเติบโตได้ทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับ 1,400 ล้านบาท จากผลดีการเติบโตของธุรกิจอาหารแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง
ขณะที่ผลกระทบจากต้นทุนปลาทูน่าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากยังไม่มากนักเนื่องจากยังมีสต็อกเดิมเหลืออยู่ โดยคาดจะเริ่มกระทบในช่วง 4Q26 เป็นต้นไป สำหรับผลกระทบจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ทางผู้บริหารให้ข้อมูลว่าไม่กระทบกับการผลิตแต่อย่างใด ทั้งนี้กำไรสุทธิในช่วง 9M26 คิดเป็นสัดส่วน 75% ของกำไรทั้งปีที่เราคาดไว้ที่ 4,854 ล้านบาท
บล.ทรีนิตี้ แนะซื้อ TU ราคาเป้าหมาย 13.90 บาท อิง PER 12.5 เท่า คาดกำไร 3Q69 ที่ 1,309 ล้านบาท ดีขึ้น 4% QoQ และทรงตัว YoY
เราคาดกำไรสุทธิ 3Q69 ที่ 1,309 ล้านบาท ดีขึ้น 4% QoQ แม้จะทรงตัว YoY โดยประเด็นสำคัญ คือ
1.คาดยอดขายปรับตัวดีขึ้นราว 6% QoQ และ 4% YoY โดยหลักการเติบโตของรายได้จากอาหารทะเลกระป๋อง โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นตราสินค้าของบริษัทเอง ซึ่งมียอดขายเติบโตหลังมีการทำการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย และยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงคาดยังดีขึ้นต่อเนื่องตามอุปสงค์ในตลาดสหรัฐฯ ส่วนธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งอาจชะลอตัวเล็กน้อย
2.คาดอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20.6% อ่อนตัวลงเล็กน้อยจากฐานสูงที่ 21.4% ใน 2Q69 ที่ผ่านมา แต่ยังเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง โดยอัตรากำไรขั้นต้นที่อ่อนตัวลงมาจากธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งที่ชะลอตัว และธุรกิจอาหารทะเลกระป๋องได้รับแรงกดดันจากราคาทูน่าที่ปรับตัวสูง (ราคาทูน่าปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 2,200 เหรียญต่อตัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาล และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น)
3.คาดค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้นราว 4% QoQ โดยหลักเป็นการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่ง ค่าการตลาด และค่าที่ปรึกษาทางการเงิน แต่คิดเป็นสัดส่วน SG&A/Sales ที่ 14.7% ในแง่สัดส่วนลดลงเล็กน้อยจาก 2Q69 ที่ 15.0% เนื่องจากรายได้เติบโตสูงขึ้น
เรายังคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 4.7 พันล้านบาท (+2% YoY) หากกำไรงวด 3Q69 ออกมาตามคาดจะทำให้กำไร 9M69 คิดเป็นราว 78% ของประมาณการทั้งปี โดยเราคาดว่ากำไร 4Q69 อาจอ่อนตัวลงตามฤดูกาล แต่อาจเห็นแรงกดดันจากราคาทูน่าที่ลดลง เนื่องจากคาดว่าปริมาณทูน่าจะเพิ่มสูงขึ้นภายหลังหมดฤดูกาลห้ามใช้เครื่องมือรวมฝูงปลา (FAD)
บล.บัวหลวง (BLS) แนะ ซื้อ TU ให้ราคาเป้าหมาย 15.6 บาท โดยคาดว่า TU จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ที่ 1.32 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% YoY และ 5% QoQ และสูงกว่าประมาณการเดิมของเรา โดยรายได้คาดเพิ่มขึ้น 4% YoY และ 6% QoQ นำโดยยอดขายอาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง จากอุปสงค์ในสหรัฐฯ และยุโรปที่ยังแข็งแกร่ง
คาดอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20.4% เพิ่มขึ้นจาก 19.0% ในไตรมาส 3/68 หนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ราคาขายที่สูงขึ้น และต้นทุนทูน่าที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
ในไตรมาส 3/69 ค่าใช้จ่ายค่าขนส่งที่สูงขึ้นและค่าที่ปรึกษาดีล M&A ของ ITC (บริษัทย่อยธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงของ TU)
