ดาวโจนส์ปิดบวก 20 จุด บอนด์ยีลด์อ่อนตัว รอตัวเลขจ้างงาน

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 20 จุด ดัชนี S&P 500 ดีดตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ หลังจากบอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลง รอตัวเลขจ้างงานคืนนี้ ด้านหุ้นกลุ่มเกี่ยวข้อง AI ดีดตัวขึ้นอีกครั้ง ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” เบรนท์พุ่งกว่า 4% ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ปิดบวกเล็กน้อยหลังเริ่มต้นเดือนด้วยความผันผวน โดยดัชนี S&P 500 ดีดตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงและหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI กลับมาดีดตัวขึ้นอีกครั้ง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 50,926.56 จุด เพิ่มขึ้น 20.51 จุด, +0.04%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,666.45 จุด เพิ่มขึ้น 14.91 จุด, +0.19%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,871.60 จุด เพิ่มขึ้น 10.53 จุด, +0.04%

ภาวะการซื้อขายมีความผันผวนเนื่องจากตลาดยังคงถูกกดดันจากความไม่แน่นอน ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่จะช่วยหนุนกระแสความตื่นตัวด้าน AI ก็ตาม

ในช่วงต้นของวันตลาดหุ้นอยู่ภายใต้แรงกดดัน เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจยังคงชี้ให้เห็นถึงเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมกับแรงกดดันด้านราคาที่ต่อเนื่อง ซึ่งทำให้มีความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้ออาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงมากขึ้นในที่สุด

กระทรวงแรงงานรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 197,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 200,000 รายจากการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดยสำนักข่าวรอยเตอร์

รายงานเกี่ยวกับแผนการเลิกจ้างงานจาก Challenger, Gray & Christmas ที่เผยแพร่เช้าวันพฤหัสบดีก็แสดงให้เห็นว่าแผนการเลิกจ้างลดลงในเดือนกันยายน แม้ในขณะเดียวกันบริษัทต่างๆ ก็ยังไม่ได้เร่งรีบรับพนักงานใหม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลสองชุดนี้เป็นรายงานล่าสุดในชุดข้อมูลสัปดาห์นี้ที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่ง ก่อนที่จะมีการเปิดเผยรายงานตัวเลขการจ้างงานของภาครัฐในวันศุกร์นี้

นอกจากนี้ สถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) รายงานว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตปรับตัวลงสู่ระดับ 54.5 ในเดือนกันยายน จาก 54.6 ในเดือนสิงหาคม อีกทั้งยังพบว่าต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยิ่งกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยอัตราผลตอบแทน พันธบัตรอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 5.344% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 หลังจากที่ปิดไตรมาสเดือนกันยายนด้วยการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994 ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับที่ไม่ได้เห็นมานานถึง 24 ปีเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงเมื่อมีแรงซื้อเข้ามา และลดลงต่อเนื่องหลังจากที่ ฟิลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าเฟดอาจใช้ความอดทนและรอดูสถานการณ์ก่อนที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ภายหลังจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกันยายน

ต่อจากความเห็นของเจฟเฟอร์สัน ด้าน นีล แคชคารี ประธานเฟดสาขามินนิอาโพลิส คาดว่าจะยังคงจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปควรเกิดขึ้นในเดือนนี้หรือไม่ก็ตาม

ข้อมูลเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาดเมื่อวันพุธช่วยลดทอนโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมลงไปอีก โดยข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า ตลาดประเมินโอกาสไว้เพียง 28.2% ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ลดลงจากระดับ 68.6% ในสัปดาห์ก่อนหน้า

เจฟฟ์ คิลเบิร์ก (Jeff Kilburg) ซีอีโอของ KKM Financial กล่าวว่า ตลาดพันธบัตรเริ่มมีภาวะอ่อนแรงลงบ้างแล้ว หลังจากที่อัตราผลตอบแทนปรับตัวขึ้นถึง 0.50% ภายในเวลาเพียง 18 วันทำการ นับตั้งแต่ที่เควิน วอร์ช ประธานเฟด ได้ส่งสัญญาณที่งานประชุมแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ตลาดยังมีความหวังอยู่บ้างว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปสู่ระดับ 5% นี้จะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ ก็ต้องมีทางออกสำหรับประเด็นเรื่องอิหร่านเสียก่อน

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ปรับตัวขึ้น ขณะที่นักลงทุนรอติดตามความเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในความขัดแย้งกับอิหร่าน และพิจารณาว่าเขาจะรอจนกว่าจะถึงหลังการเลือกตั้งกลางเทอมก่อนที่จะดำเนินการทางทหารเพิ่มเติมหรือไม่ แต่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้นกว่า 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจาก
จีนระงับการส่งออกเชื้อเพลิง ซึ่งส่งสัญญาณถึงภาวะตึงตัวของตลาดที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบช่วยหนุนดัชนีกลุ่มพลังงานของ S&P 500 ให้ปรับตัวขึ้น 1.9% ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของ S&P

รายงานจาก Bloomberg ที่ระบุว่า Anthropic กำลังพิจารณาแผนการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในช่วงเร็วที่สุดคือกลางเดือนพฤศจิกายน ได้ช่วยหนุนราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในการซื้อขายระหว่างวัน

นอกจากนี้ นักลงทุนยังได้รับข้อมูลที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างบริษัทชั้นนำในแวดวง AI โดยรายงานจาก Reuters ระบุว่า Broadcom กำลังปล่อยสินเชื่อวงเงิน 42,000 ล้านดอลลาร์ให้กับ Anthropic ซึ่งเป็นบริษัท AI ดาวรุ่ง และคาดการณ์ว่าภายในปีหน้า Anthropic จะกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดในด้านบริการประมวลผลของ Broadcom

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับขึ้น 0.8% นำโดยหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ ที่พุ่งขึ้น 1% ขานรับผลประกอบการของบริษัท Accenture หุ้นบริษัทที่ปรึกษาด้านไอทีแห่งนี้พุ่งขึ้นปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม หลังจากบริษัทคาดการณ์การเติบโตของรายได้ตลอดทั้งปีสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

หุ้น Micron Technology ปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้น 3% โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์รายได้ที่สูงกว่าคาดและยอดคำสั่งซื้อจากลูกค้ามูลค่า 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ภายใต้ข้อตกลงการจัดหา ซึ่งช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นในกระแสการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ตลาดหุ้นยุโรปเปิดไตรมาสสุดท้ายของปีด้วยทิศทางขาลง โดยหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ปรับตัวลดลงอย่างหนัก ท่ามกลางสถานการณ์ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี

ดัชนี STOXX 600 ร่วงลงรายวันที่หนักที่สุดในรอบ 3 สัปดาห์ และได้ปรับตัวลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 เดือนอีกด้วย

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 626.65 จุด ลดลง 8.24 จุด, -1.30%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,428.27 จุด ลดลง 177.73 จุด, -1.68%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,835.31 จุด ลดลง 129.20 จุด, -1.62%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,939.35 จุด ลดลง 259.84 จุด, -1.03%

หุ้นส่วนใหญ่ในยุโรปปรับตัวลดลง โดยกลุ่มธนาคาร ร่วงลง 3.7% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ทั้งนี้ หุ้นธนาคารของอังกฤษอย่าง HSBC และ Barclays ต่างปรับตัวลดลง 4.1% ส่วน Lloyds) ร่วงลง 4.5% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของอังกฤษก่อนการประกาศงบประมาณในเดือนนี้

หุ้น Capgemini พุ่งขึ้น 7.3% ขึ้นนำดัชนี STOXX 600 หลังจากที่ Accenture เปิดเผยคาดการณ์การเติบโตของรายได้ประจำปีในทิศทางบวก ขณะที่ดัชนีกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวขึ้น 0.5%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานของยูโรโซน ปรับตัวลดลง 5.9 จุด หลังจากที่แตะระดับ 3.6526% ในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2009

ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 ในช่วงก่อนที่รัฐบาลจะนำเสนอร่างกฎหมายงบประมาณปี 2027 ซึ่งรวมถึงมาตรการรัดเข็มขัดที่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน

แนวโน้มของตลาดหุ้นยังคงผูกติดอยู่กับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด โดยนักลงทุนกำลังประเมินว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงนั้น จะมีน้ำหนักมากกว่าสัญญาณความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจยูโรโซนหรือไม่

ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันพุธช่วยตอกย้ำมุมมองที่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยอัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีในเดือนกันยายนเร่งตัวขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานของยูโรโซนในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ระดับ 6.4% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ในการสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ หรือ 2.71% ปิดที่ 92.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 4.28 ดอลลาร์ หรือ 4.37% ปิดที่ 102.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–