ความจริงความคิด : คนที่ไว้ใจ สุดท้ายร้ายที่สุด

โดย…สาธิต บวรสันติสุทธิ์. นักวางแผนการเงิน CFP
 

“…แต่ฉันถูกทำร้าย ด้วยมือคนที่ฉันเชื่อใจ
คนที่ไว้ใจ สุดท้ายร้ายที่สุด

คนที่ไว้ใจ สุดท้ายร้ายที่สุด
เธอคือคนที่ใจร้าย
สุดท้ายคนที่ไว้ใจ ร้ายที่สุด…”

น้ำชา ชีรณัฐ ยูสานนท์

เริ่มด้วยเพลงเศร้าๆเก่าๆแต่เพราะเพลงหนึ่ง ไม่ใช่ว่าไปถูกใครหลอกหักอกมานะ เลยวัยนั้นมาไกลล่ะ แต่ที่ยกมา ก็คือ ช่วงนี้เห็นข่าวจากสื่อ จากเพื่อน หรือ จากงานเลี้ยงต่างๆที่มีโอกาสเข้าไปร่วมแจมบ้าง คุยกันถึง การหลอกลวง ที่ไม่ยอมห่างหายไปจากสังคมไทยซักที และเมื่อคุยไปเรื่อยๆ “อ้าว ไอ้คนที่หลอก ไม่ใช่ใครอื่นเลย คนใกล้ตัวทั้งนั้น” อย่าว่าแต่เรื่องหลอกเลบ เรื่อง “ยืมเงินแล้วไม่คืน” หรือ “ขอให้ค้ำประกัน แล้วเบี้ยวหนี้” ผลงานคนใกล้ตัวทั้งนั้น

ไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้นนะ จากรายงานวิจัย งานวิชาการ และสถิติต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ก็มีข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ภัยจากการถูกหลอกลวงหรือแสวงหาประโยชน์ทางการเงิน มักเกิดขึ้นจากคนใกล้ตัว มากกว่าคนแปลกหน้า” เนื่องจากอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจ ความคุ้นเคย และการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้ง่าย โดยมีข้อมูลหลักๆ ดังนี้:

1. การแสวงหาประโยชน์ทางการเงินในผู้สูงอายุ (Elder Financial Exploitation)
รายงานและงานวิจัยด้านอาชญาวิทยาและประชากรศาสตร์ทั่วโลกระบุตรงกันว่า ผู้สูงอายุมักถูกคนใกล้ตัวหลอกลวงหรือเอาเปรียบทางการเงินมากที่สุด (แถมผู้สูงอายุยังเป็นกลุ่มคนที่ถูกหลอกมากที่สุด อันนี้ได้รับคำยืนยันจากตำรวจมาเองเลยนะ) :

    • สถาบันแห่งชาติว่าด้วยการสูญเสียทางการเงินจากการถูกหลอกลวง (NCOA – National Council on Aging / NCEAP) : จากสถิติพบว่า กรณีการแสวงหาประโยชน์ทางการเงินจากผู้สูงอายุมากกว่า >>50% – 60% เกิดขึ้นโดยสมาชิกในครอบครัว >> (ลูก หลาน คู่สมรส) หรือญาติสนิท รองลงมาคือผู้ดูแล (Caregivers) และคนสนิท
    • สาเหตุหลัก : คนใกล้ตัวรู้ตำแหน่งที่เก็บทรัพย์สิน รหัสผ่าน หรือบัญชีธนาคาร รวมถึงอาศัยความเกรงใจและความสัมพันธ์ขู่บังคับหรือโน้มน้าวใจให้โอนทรัพย์สิน/เซ็นยินยอมได้ง่ายกว่าคนนอก

2. คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการฉ้อโกง (Fraud & White-Collar Crime)

    • รายงานของ ACFE (Association of Certified Fraud Examiners) : การทุจริตและการฉ้อโกงในองค์กรหรือระดับบุคคล เช่น การชวนลงทุนปลอม (Ponzi Scheme) หรือการโกงเงินร่วมทุน มักเริ่มต้นจาก “คนใน” หรือ “คนสนิท/เพื่อนสนิท”

เหตุผลที่ถูกคนใกล้ตัวหลอกมากที่สุด
เพราะ ความไว้เนื้อเชื่อใจ (Psychology of Trust) รายงานวิจัยทางจิตวิทยาสังคมชี้ว่า

“มนุษย์มีแนวโน้มจะใช้ Relational Heuristic (การตัดสินใจโดยใช้ความสัมพันธ์เป็นหลัก) ทำให้ข้ามขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Due Diligence) เมื่อทำการธุรกรรมหรือให้ยืมเงินกับคนใกล้ตัว”

และบริบทที่มิจฉาชีพที่ใช้เหมือนๆกัน ก็คือ “การลงทุนนี้ดีนะ ผมเองก็ลงทุนไปหลายล้าน” หรือ “พี่ก็ลงทุน นี่ก็ได้กำไรมาหลายสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว” ฯลฯ ซึ่งกลยุทธ์พวกนี้เป็นเรื่องของการใช้จิตวิทยาเล่นกับเหยื่อนั่นเอง อย่างเช่น

    • กลลวงเอาเงินตัวเองมาล่อ (Skin in the Game): มิจฉาชีพมักแอบอ้างหรือแสดงหลักฐานปลอมว่า “เนี่ย ผม/ฉัน ก็ลงเงินตัวเองไปด้วยตั้งหลายแสน” เพื่อทลายกำแพงความกลัวของเหยื่อ ทำให้เหยื่อรู้สึกว่าขนาดเขายังกล้าเสี่ยง แปลว่าระบบนี้ปลอดภัยจริง
    • การติดกับดักต้นทุนจม (Sunk Cost Fallacy): เมื่อเหยื่อเริ่มโอนเงินไปแล้ว และระบบเริ่มมีปัญหา (เช่น ถอนเงินไม่ได้ ต้องจ่ายค่าภาษีเพิ่ม ต้องอัปเกรดสมาชิก) มิจฉาชีพจะใช้หลักจิตวิทยานี้ขยี้ซ้ำ โดยบอกว่า “ถ้าไม่โอนเพิ่ม เงินก้อนแรกจะหายหมดนะ” ทำให้เหยื่อเกิดความรู้สึกเสียดายเงินก้อนเก่า จนยอมเอาเงินก้อนใหม่ไปเสี่ยงเพิ่มเรื่อยๆ จนหมดตัว

หลังจากที่เหยื่อเสียเงินไปเยอะ และรู้แล้วว่า “ถูกหลอก” มิจฉาชีพที่เป็นคนใกล้ตัว ก็ยังมีกลยุทธ์ที่หลอกเหยื่อไม่ให้แจ้งความ หรือ ดำเนินคดีตามกฎหมายอีก โดยเป้าหมายคือทำให้เหยื่อเกิด Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ) และลดแรงจูงใจในการเอาผิด กลยุทธ์ที่ใช้ ก็เช่น

    • มิจฉาชีพจะจงใจทำตัวเป็น “เหยื่อร่วม” กับเรา เช่น พูดว่า เอียง “ผมก็เสียหายเหมือนกัน ผมก็ถูกหลอกมาอีกที ผมก็ลำบากเหมือนคุณ”เอียง เพื่อให้เราเห็นใจและ >>ไม่แจ้งความหรือไม่เอาผิด>> พฤติกรรมนี้ในเชิงจิตวิทยา เรียกว่า >> Playing the Victim / Victim Playing คือ การสวมบทเหยื่อ >> เพื่อเรียกความเห็นใจ ลดความโกรธของอีกฝ่าย และหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
    • False Alliance / Manufactured Solidarity คือ >> การสร้างพันธมิตรหรือความรู้สึกว่า “เราเป็นพวกเดียวกัน” ขึ้นมาโดยจงใจ มิจฉาชีพอาจพูดประมาณว่า:

“ผมก็โดนเหมือนคุณ”
“ผมก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน”
“เราโดนคนเดียวกันหลอก”
“อย่าแจ้งตำรวจเลย เดี๋ยวเรื่องจะบานปลาย ผมก็เดือดร้อนเหมือนคุณ”

แต่ก็มีหลายกรณีเหมือนกันนะ ที่มิจฉาชีพป้องกันไม่ให้เราแจ้งความ ก็คือ ทำให้เรารู้สึกเป็นฝ่ายผิดเอง ตัวอย่างเช่น เพื่อนผมเองที่โดนมิจฉาชีพหลอกให้ทำภารกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินเพิ่ม การส่งหลักฐาน ฯลฯ ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ไม่งั้นจะไม่ได้เงินคืน เพื่อนก็กลัวว่า “ถ้าไม่ทำตามที่บอก จะไม่ได้เงินคืน” (กับดักต้นทุนจม) “แต่ถ้าทำ เกิดเป็นการหลอกจริงๆ ก็จะเสียเงินมากขึ้น” เชื่อมั๊ย ตอนที่เพื่อนมาปรึกษาว่า ตัวเองกำลังถูกมิจฉาชีพหลอกหรือเปล่า? เพื่อนยังพูดเลยว่า “ถ้าเกิดเค้าไม่คืนเงินมาให้ จริงๆก็ไม่ใช่ความผิดเค้านะ เป็นความผิดเราเองที่ทำภารกิจไม่สำเร็จ” อ้าว เป็นงั้นไป มิจฉาชีพทำได้ไงอ่ะ เปลี่ยนจากเราเป็นเหยื่อ กลายเป็นฝ่ายที่ดูผิดแทน กลยุทธ์แบบนี้ เรียกว่า >> “กลยุทธ์กลับบทเหยื่อ”(Victim Reversal) >> โดยมีขั้นตอนในการหลอกลวงที่เรียกว่า “DARVO” ดังนี้ครับ

o Deny — มิจฉาชีพจะปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ หรือ ไม่ได้หลอกลวง
o Attack — โจมตีหรือกล่าวหาเหยื่อ อย่างเช่น กรณีเพื่อนผม คือ ทำภารกิจไม่ครบ ไม่โอนเงินเพิ่ม ฯลฯ เลยทำให้ไม่ได้เงินคืน
o Reverse Victim and Offender — กลับบทให้ผู้กระทำกลายเป็นเหยื่อ และเหยื่อกลายเป็นผู้กระทำผิด

    • Legal Intimidation / Intimidation Tactic — ใช้ความกลัวทางกฎหมายกดดัน เช่น ขู่ว่า “ถ้าแจ้งความ คุณจะโดนฟ้องกลับ” หรือ “คุณกำลังหมิ่นประมาทผม” เพื่อทำให้เหยื่อกลัวจนไม่กล้าแจ้งตำรวจ
    • Counter-accusation — การกล่าวหากลับ เป็นการสร้างข้อกล่าวหาใหม่ขึ้นมา เพื่อทำให้เจ้าหน้าที่หรือคนรอบข้างต้องหันมาพิจารณา “ความผิดของเหยื่อ” แทนที่จะตรวจสอบการกระทำของมิจฉาชีพ

และหากเหตุการณ์นี้เกิดกับเรา เราควรทำอย่างไรดี

• ถ้ายังไม่ได้มีการโอนเงิน อะไรก็ตาม ถ้าต้องจ่ายเงินก่อน ต่อให้ดีแค่ไหน ต่อให้ใครแนะนำ ถ้าไม่ใช่ผลิตภัณฑ์การเงินที่อยู่ในระบบ จากสถาบันการเงินที่อยู่ในระบบ ปฏิเสธอย่างเดียว

• ถ้าพลาดไปแล้ว ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นเพื่อน เป็นญาติ ถ้าเขาไม่หวังดีกับเรา เราจะหวังดีกับเขาทำไม ผมนึกถึงคำพูดของเพื่อนคนนึงที่เป็นเหยื่อถูกคนไว้ใจหลอก “ความใจดี กับ ความโง่ นี่ต่างกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปดเองนะ เราเป็นคนดี แต่อย่าโง่”

• ทำใจไว้ก่อนว่าโอกาสได้เงินคืนมีน้อยมาก และต้องระวังนะ ช่วงนิ้มิจฉาชีพปลอมเป็นตำรวจ หรือ ทนาย หลอกว่า ตามเงินคืนได้ สุดท้ายกลายเป็นถูกหลอกซ้ำไปอีกที

 
 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–