HoonSmart.com>>”ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป” (TU) เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน วงเงิน 12,000 ล้านบาท อายุ 1 ปี ทริสฯคงอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ที่ A+ จากสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง การกระจายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ พร้อมเปลี่ยนมุมมองเป็น”ลบ” แรงกดดันหนี้สินลดลงช้ากว่าที่คาด คาดอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ยังคงสูงเกินกว่า 5 เท่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า รายได้จากการดำเนินงานจะอยู่ในช่วง 1.37-1.42 แสนล้านบาท/ปี ในระหว่างปี 69-71
บริษัท ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ที่ระดับ “A+” พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “Negative” (ลบ) จากเดิม “Stable” (คงที่)
ขณะเดียวกัน ทริสฯยังจัดอันดับเครดิตให้แก่หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีกำหนดไถ่ถอนภายใน 12 ปีที่ระดับ “A+” ด้วยเช่นกัน โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ดังกล่าวไปใช้เพื่อรองรับการลงทุน เป็นเงินทุนหมุนเวียน และ/หรือรีไฟแนนซ์หนี้เดิม
แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” (ลบ) สะท้อนถึงแรงกดดันที่มีต่อสถานะทางการเงิน เนื่องจากภาระหนี้สินมีแนวโน้มที่จะลดลงช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้จากผลของความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนที่อยู่ในระดับสูงและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความต้องการเงินลงทุนในอนาคต เพื่อรองรับการเติบโตอาจชะลอการฟื้นตัวของโครงสร้างงบดุลและทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทยังคงอยู่ในระดับสูงเกินกว่า 5 เท่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าอีกด้วย
อันดับเครดิตยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้แปรรูปอาหารทะเลชั้นนำของโลก บริษัทได้รับประโยชน์จากการมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย การมีตลาดที่ครอบคลุมในหลายภูมิภาค ฐานการผลิตระดับโลก และตราสินค้าที่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งช่วยเสริมความยืดหยุ่นของผลกำไรตลอดวงจรธุรกิจ อย่างไรก็ตาม สถานะเครดิตของบริษัทยังคงถูกจำกัดด้วยความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความไม่แน่นอนด้านภาษีการค้า ความผันผวนของราคาวัตถุดิบโปรตีน และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
การลดระดับหนี้เป็นไปได้ช้ากว่าที่คาด
ภาระหนี้ของบริษัทยังคงอยู่ในระดับสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโ ดยมีปัจจัยกดดันจากผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลง ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐฯ และการซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หนี้สินที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 6.54 หมื่นล้านบาท ณ เดือนมิ.ย. 2569 จาก 5.66 หมื่นล้านบาทในปี 2567 ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินสุทธิต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเป็น 5.4-5.5 เท่าในช่วงปี 2568 จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 จากระดับ 4.4 เท่าในปี 2567
ทริสฯคาดว่าการลดภาระหนี้จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังมีข้อจำกัดจากสินค้าคงคลังที่สูง ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดเพื่อสนับสนุนแบรนด์ เงินลงทุนที่อยู่ในระดับสูง ความจำเป็นในการลงทุนเชิงกลยุทธ์ และการจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบริษัทจะดำเนินมาตรการประหยัดต้นทุนอย่างต่อเนื่องก็ตาม
ภายใต้สมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสฯซึ่งไม่รวมการซื้อกิจการขนาดใหญ่ คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะอยู่ที่ 5.6 เท่าในปี 2569 ก่อนที่จะทยอยลดลงมาอยู่ที่ 5.2 เท่าในปี 2570 และต่ำกว่า 5 เท่าในปี 2571 ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนคาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ราว 50% ในปี 2571 จากประมาณ 55% ในปี 2569
อย่างไรก็ตาม หากการปรับลดเงินทุนหมุนเวียนสู่ระดับปกติเป็นไปได้ช้ากว่าคาด ตลอดจนการฟื้นตัวของอัตรากำไรอ่อนแอกว่าที่ประเมิน หรือบริษัทดำเนินนโยบายทางการเงินในเชิงรุกมากขึ้นทั้งในด้านการซื้อกิจการหรือการจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ก็อาจส่งผลทำให้การลดระดับหนี้ต้องล่าช้าออกไปและยิ่งเป็นสาเหตุที่จำกัดความยืดหยุ่นทางการเงินของบริษัท
การฟื้นตัวของอัตรากำไรยังคงถูกจำกัดจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ผลการดำเนินงานยังคงต่ำกว่าในอดีตแม้อัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 20.2% จาก 18-19% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการตลาด ยังคงกดดันให้ EBITDA Margin ของบริษัทอยู่ในระดับ 8.7% ซึ่งต่ำกว่า 9.3% ในปี 2567 และ 10%-11% ในช่วงปี 2563-2564
ทริสฯคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจเอาไว้ได้จนถึงปี 2571 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นจากสินค้าแบรนด์และผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนการปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนอย่างต่อเนื่องและประโยชน์จากโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพของบริษัท
อย่างไรก็ตาม ทริสฯองว่าการฟื้นตัวของ EBITDA Margin มีแนวโน้มที่จะเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้นยังคงมีความจำเป็นในการสนับสนุนการลงทุนในสินค้าแบรนด์และการปรับพอร์ตไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานกรณีพื้นฐาน ทริสฯคาดว่ารายได้จากการดำเนินงานต่อปีจะอยู่ในช่วง 1.37-1.42 แสนล้านบาทในระหว่างปี 2569-2571 และ EBITDA Margin จะอยู่ที่ระดับ 8.6-9.0%
การกระจายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารทะเลชั้นนำของโลกซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยในปี 2568 บริษัทมีผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าคิดเป็นสัดส่วน 36% ของยอดขายรวม รองลงมาคือผลิตภัณฑ์กุ้งและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับกุ้ง 21% ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare) 14% ผลิตภัณฑ์ปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรล 9% ผลิตภัณฑ์ปลาแซลมอน 8% รวมทั้งสินค้ามูลค่าเพิ่มและสินค้าอื่น ๆ อีก 12%
การมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้จัดหาวัตถุดิบ นอกจากนี้ บริษัทยังเสริมสร้างสถานะในการแข่งขันด้วยการนำผลพลอยได้จากการผลิต เช่น ก้างปลา หนังปลา และน้ำมันปลามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า อาทิ น้ำมันปลาทูน่ากลั่นบริสุทธิ์และแคลเซียมจากกระดูกปลาทูน่า เป็นต้น
การกระจายตัวที่หลากหลายในเชิงภูมิศาสตร์
เครือข่ายการดำเนินงานที่ครอบคลุมในหลายภูมิภาคของบริษัทช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งและสนับสนุนความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ บริษัทมีฐานการผลิตใน 14 ประเทศ ซึ่งครอบคลุม 4 ทวีป ในขณะที่ฐานรายได้ยังคงกระจายตัวอยู่ในตลาดสำคัญ ๆ ทั่วโลก ในปี 2568 ทวีปอเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดหลัก มีสัดส่วนรายได้ 39% ของรายได้รวม รองลงมาคือยุโรป 30% ประเทศไทย 12% ญี่ปุ่น 5% และตลาดอื่น ๆ อีก 14%
ทั้งนี้ การกระจายตัวดังกล่าวช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยเฉพาะประเทศต่าง ๆ เช่น อุปสรรคทางการค้า มาตรการภาษี การระบาดของโรค ข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมง เป็นต้น นอกจากนี้ เครือข่ายการผลิตระดับโลกของบริษัทยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดสรรการผลิตไปยังฐานการผลิตในทำเลที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการข้อจำกัดด้านภาษีและข้อกำหนดในการเข้าถึงตลาดในแต่ละประเทศปลายทางที่สำคัญ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สภาพคล่องอยู่ในระดับเพียงพอ
สำหรับช่วง 12 เดือนข้างหน้า ทริสฯมองว่าสภาพคล่องของบริษัทอยู่ในระดับที่เพียงพอ ณ เดือนมิ.ย. 2569 บริษัทมีหนี้ที่จะครบกำหนดชำระรวมทั้งสิ้นประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้น 1.57 หมื่นล้านบาท เงินกู้ยืมระยะยาว 8.6 พันล้านบาท และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันจำนวน 1.05 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ทริสฯยังคาดว่าบริษัทจะใช้เงินลงทุนตามแผนงานที่จำนวนประมาณ 5.5 พันล้านบาทด้วย
ด้านของแหล่งเงินทุนนั้น ณ เดือนมิ.ย. 2569 บริษัทมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นรวมจำนวน 1.45 หมื่นล้านบาท ประกอบกับวงเงินสินเชื่อระยะสั้นที่ยังไม่ได้เบิกใช้และไม่มีภาระผูกพันจากธนาคารหลายแห่งอีกจำนวน 2.6 หมื่นล้านบาท ในขณะที่เงินทุนจากการดำเนินงานคาดว่าจะอยู่ที่จำนวน 8.6 พันล้านบาทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
โครงสร้างหนี้
ณ เดือนมิ.ย. 2569 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยซึ่งไม่รวมภาระผูกพันในสัญญาเช่ารวมทั้งสิ้นจำนวน 7.5 หมื่นล้านบาท โดยเป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 1.6 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมที่ระดับ 2%
ตามข้อกำหนดทางการเงินของตราสารหนี้ที่ระบุให้บริษัทต้องดำรงอัตราส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้ต่ำกว่า 2.0 เท่านั้น ณ เดือนมิ.ย. 2569 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 1.2 เท่า ซึ่งทริสฯคาดว่าบริษัทน่าจะสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการเงินได้ตลอดช่วงระยะเวลา 12-18 เดือนข้างหน้า
