HoonSmart.com>> กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ร่วมกับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก – โกโกลุกฯ – เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ ลงนามความร่วมมือโครงการเสริมสร้างความรู้เท่าทันภัยทุจริตและอาชญากรรมทางดิจิทัล เพื่อยกระดับองค์ความรู้ ทักษะป้องกันภัยทางการเงินอาชญากรรมทางดิจิทัลสมาชิก กบข. 1.2 ล้านคน
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า กบข. ในฐานะองค์กรที่ดูแลเงินออมเพื่อการเกษียณของสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคนให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่สมาชิก ตามวิสัยทัศน์การบริหารจัดการลงทุนอย่างมั่นคง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีและสร้างความมั่นใจให้แก่สมาชิก
อย่างไรก็ดี พบว่าเงินออมก้อนใหญ่หลังการเกษียณที่สมาชิกสะสมมาตลอดชีวิต มักตกเป็นเป้าหมายของขบวนการมิจฉาชีพ แม้ปัจจุบัน กบข. ยังไม่ได้รับรายงานหรือการแจ้งความเสียหายจากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพของสมาชิก แต่มีข้อสอบถามผ่านช่องทาง Call Center และสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมสงสัยว่าจะเข้าข่ายการหลอกลวง
กบข. จึงได้ผสานความร่วมมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วนเพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันความเสียหายล่วงหน้า
ในการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ กบข. ได้รับการสนับสนุนสิทธิ์การใช้งาน Whoscall Premium จำนวน 1.5 ล้านสิทธิ์ ซึ่งครอบคลุมมากกว่าจำนวนสมาชิกทั้งหมด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการตรวจจับและแจ้งเตือนภัยจากมิจฉาชีพ
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับสภาองค์กรของผู้บริโภคในการนำหลักสูตรความรู้ ตลอดจนการใช้สื่อการเรียนรู้รูปแบบเกม เพื่อให้สมาชิกมีความตระหนักรู้และเท่าทันกลอุบายทางการเงินที่เกินจริง
“การผนึกกำลังในครั้งนี้จึงเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากเดิมที่เป็นการรับมือตามสถานการณ์ มาเป็นการป้องกันเชิงรุก ร่วมกับหน่วยงานชั้นนำ เพื่อกระจายข้อมูลความรู้และเทคโนโลยีป้องกันภัยให้เข้าถึงสมาชิกอย่างทั่วถึงก่อนเกิดความเสียหายขึ้นจริง”ดร.ศรพล กล่าว
ดร.ศรพล กล่าวว่า ในยุคที่ภัยมิจฉาชีพออนไลน์และอาชญากรรมทางดิจิทัลมีความซับช้อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้เท่าทันภัยทุจริตและอาชญากรรมทางดิจิทัล พร้อมยกระดับทักษะด้าน Digital Literacy และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย เพื่อลดโอกาสตกเป็นเหยื่อและป้องกันความเสียหายทางการเงิน
การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Retirement Academy ที่ กบข.พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับสมาชิกในทุกในทุกช่วงวัยและขยายการให้ความรู้ในทุกมิติเพื่อให้สมาชิกก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างมั่นคง
“กบข. เชื่อว่า ความรู้ด้านการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไปแต่จำเป็นต้องมีความรู้เท่าทันดิจิทัลควบคู่กัน เพราะมิจฉาชีพไม่ได้เลือกเหยื่อจากอายุแต่เลือกจากช่องว่างทางความรู้เท่าทันภัย การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล จึงจำเป็นสำหรับทุกช่วงวัย การบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรทั้ง 3 หน่วยงานจะช่วยขยายองค์ความรู้ที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ไปสู่สมาชิก กบข.และสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและดิจิทัลอย่างยั่งยืน” ดร.ศรพล กล่าว
นางปิยาภรณ์ โพธิ์กลิ่น รองผู้อำนวยการ รักษาการแทน ผู้อำนวยการสถาบันคุ้นคุ้มครองเงินฝาก กล่าวว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพมีพฤติกรรมหลอกลวงที่ซับซ้อนขึ้น โดยมักแอบอ้างชื่อหน่วยงานรัฐหรือสถาบันการเงินเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่ง สคฝ. เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ถูกนำชื่อไปแอบอ้างอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะการหลอกข้าราชการเกษียณให้โอนเงินเพื่อซื้อสิทธิ์รับความคุ้มครองเงินฝาก
สถาบันคุ้มครองเงินฝาก และ กบข.ต่อยอดความร่วมมือจากการให้ความรู้เรื่องการคุ้มครองเงินฝาก สู่การป้องกันภัยทางการเงินเชิงรุกเพื่อให้สมาชิก กบข. รู้เท่าทันการแอบอ้าง ตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจ สามารถปกป้องเงินออมที่สะสมมาตลอดชีวิตการทำงาน และมีความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ โดยผู้ฝากจะได้รับความคุ้มครองเงินฝากทันทีที่เปิดบัญชี โดยไม่ต้องสมัครเพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง
หากเกิดกรณีสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาตสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะทำหน้าที่จ่ายเงินคุ้มครองตามจำนวนงินฝากที่ผู้ฝากที่ผู้ฝากมีอยู่จริงภายใต้วงเงินที่กฎหมายกำหนด
“ขอย้ำเตือนประชาชนว่า ผู้ฝากเงินจะได้รับการคุ้มครองทันทีอัตโนมัติเมื่อเปิดบัญชี โดยไม่ต้องสมัคร ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น หากสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต สคฝ. จะทำหน้าที่จ่ายคืนเงินฝากตามที่กฎหมายกำหนด”นางปิยาภรณ์ กล่าว
นางปิยาภรณ์ กล่าวว่า สำหรับการเก็บรวบรวมสถิติการแอบอ้างชื่อ สคฝ. ช่วงกลางปี 2567 ถึงกลางปี 2569 ได้รับแจ้งเคสแอบอ้างรวมประมาณ 270 เคสกลุ่มเป้าหมาย เป็นข้าราชการบำนาญและผู้สูงอายุราว 30–40% ของเคสทั้งหมด พบว่ามีเคสที่สูญเสียเงินจริง 24 เคส มูลค่าความเสียหายตั้งแต่ 500 บาท ถึงสูงสุดประมาณ 400,000 บาท
“การแอบอ้างชื่อพุ่งสูงขึ้นชัดเจนในปี 2568 ก่อนจะเริ่มลดลงในช่วงกลางปี 2569 เนื่องจากมิจฉาชีพอาจเปลี่ยนไปแอบอ้างหน่วยงานรัฐอื่น”นางปิยาภรณ์ กล่าว
นางปิยาภรณ์ กล่าวว่า สคฝ. พร้อมผสานความร่วมมือกับ กบข., บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด (ITMX) และผู้ให้บริการ Whoscall เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารเตือนภัยและวิธีสังเกตความผิดปกติไปยังกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด โดยหากประชาชนตกเป็นเหยื่อ สคฝ. แนะนำให้ติดต่อ Call Center 1158 หรือแจ้งธนาคารเจ้าของบัญชีและตำรวจสายด่วนเพื่ออายัดบัญชีโดยเร็วที่สุด
นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในฐานะแอปพลิเคชัน Whoscal ที่ระบุสายเรียกเข้าและป้องกันมิจฉาชีพที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย Whoscal ตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีในการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์
ทุกวันนี้กลโกงออนไลน์พัฒนาไปเร็วกว่าที่หลายคนตามทัน มิจฉาชีพไม่ได้เป็นแค่คนร้ายที่มีโทรศัพท์เครื่องเดียวอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครือข่ายระดับอุตสาหกรรมที่นำเอไอเข้ามาช่วยวิเคราะห์เหยื่อ ใช้คอลเซ็นเตอร์ระดับมืออาชีพ ส่ง SMS หลอกลวงจำนวนมากและแฝงตัวอยู่บนโชเชียลมีเดียในรูปแบบที่แนบเนียนขึ้นเรื่อย ๆ
จากข้อมูลในรายงานประจำปี พบว่าหมายเลขมิจฉาชีพเพียงหมายเลขเดียวสามารถโทรออกได้มากกว่า 800,000 ครั้ง ซึ่งเป็นปริมาณที่เป็นไปไม่ได้เลยหากทำด้วยมือแต่เกิดขึ้นได้จากระบบโทรอัตโนมัติและอุปกรณ์ระดับคอลเซ็นเตอร์มืออาชีพเท่านั้น
สิ่งที่ Whoscall ทำได้คือนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคัดกรองและแจ้งเตือนความเสี่ยงให้ผู้ใช้งานรู้ทันก่อนตกเป็นเหยื่อแต่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การป้องกันภัยที่ยั่งยืนต้องมาพร้อมกับความรู้เท่าทันของประชาชนควบคู่กันไปด้วย
การใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการ ทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจ และการพัฒนาระบบชำระเงินให้ปลอดภัย โดยอาศัยจุดแข็งที่แตกต่างของกันและกัน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือการคุ้มครองประชาชนจากมิจฉาชีพ และปกป้องเงินออมยามเกษียณจากการโจมตีที่น่าสงสัยเหล่านี้
ความร่วมมือกับ กบข.ในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมเกราะป้องกันภัยไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ ในการช่วยส่งต่อทั้งเครื่องมือป้องกันมิจฉาชีพอย่าง Whoscall Premium Basic จำนวน 1.5 ล้านโค้ดและองค์ความรู้ไปถึงสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคนได้อย่างแท้จริง
พร้อมตั้งเป้าเดินหน้าทำงานร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อกวาดล้างมิจฉาชีพและสร้างความมั่นคงในระบบการเงินไทยในระยะยาว
“เงินออมยามเกษียณของผู้สูงอายุและสมาชิก ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบัญชี แต่เป็นหลักประกันชีวิตและค่าดูแลสุขภาพในอนาคตที่สะสมมาตลอดชีวิต การตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพจึงไม่เพียงสร้างความเสียหายทางทรัพย์สิน แต่ยังทำลายความสงบสุขและความรู้สึกปลอดภัยของประชาชนอีกด้วย”นายแมนวู กล่าว
นอกจากนี้ บริษัท โกโกลุกฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการเก็บสถิติภัยคุกคามทางไซเบอร์ พบกลุ่มผู้สูงอายุทั่วประเทศตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพและการหลอกลวงออนไลน์มากถึงประมาณ 3.15 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 28% ของผู้ได้รับความเสียหายทั้งหมด ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของภัยคุกคามค่อนข้างสูง
เทรนด์การหลอกลวงที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ การหลอกลวงผ่าน SMS ซึ่งในปีที่ผ่านมามีจำนวน SMS หลอกลวงพุ่งสูงถึงประมาณ 38 ล้านข้อความ มิจฉาชีพมักใช้กลอุบายแนบลิงก์ฟิชชิ่ง เพื่อดูดข้อมูลส่วนบุคคลหรือหลอกให้โอนเงิน นอกจากนี้ รูปแบบการหลอกลวงยังเปลี่ยนจากข้อความทั่วไปไปสู่ การหลอกลวงแบบเจาะจงบุคคล ที่มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อมาใช้สร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น
สำหรับฟีเจอร์และเครื่องมือที่ Whoscall นำมามอบให้กับสมาชิก กบข. และประชาชน เพื่อป้องกันภัยไซเบอร์ ประกอบด้วย
ระบบคัดกรอง SMS และลิงก์อันตราย (SMS & Phishing Filter) สำหรับผู้ใช้สิทธิ์ Whoscall Premium ระบบจะทำการตรวจสอบอัตโนมัติ และตัดข้อความหรือลิงก์ฟิชชิ่งที่เป็นอันตรายออกทันที ส่วนผู้ใช้เวอร์ชันฟรี จะมีการแจ้งเตือนและระบุข้อความสงสัยเพื่อความปลอดภัย
ระบบตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ต้องสงสัย แนะนำให้ประชาชนตัดสายทันทีเมื่อพบเบอร์แปลก หรือนำเบอร์มาค้นหาในแอปพลิเคชันก่อนทำการติดต่อกลับ
ฟังก์ชันตรวจสอบเนื้อหา ผู้ใช้งานสามารถบันทึกภาพหน้าจอ โพสต์หรือข้อมูลต้องสงสัยบนโซเชียลมีเดีย เข้ามาตรวจสอบในแอปพลิเคชันได้ทันที โดยระบบจะไม่เพียงบอกว่าข้อมูลนั้นจริงหรือเท็จ แต่จะระบุแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น ข้อมูลการลงทุนที่ถูกต้องของ กบข. ให้ด้วย
นอกจากกลุ่มผู้สูงอายุแล้ว Whoscall ยังพบว่ากลุ่มเยาวชนกลายเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ถูกหลอกลวงเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ต่อข้อถามถึงการระบุตำแหน่งต้นทางของมิจฉาชีพและการประสานงานกับภาครัฐ ผู้แทน Whoscall ชี้แจงว่า ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ต้องสงสัยในระบบเกิดจากการรายงานของผู้ใช้งาน ผสานกับการประมวลผลด้วยเทคโนโลยี AI ในการจับรูปแบบความผิดปกติ ส่วนความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐและผู้ให้บริการเครือข่าย (Operator) แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายและข้อกำหนดความเป็นส่วนตัวของบริษัทเอกชน แต่ Whoscall พร้อมให้ความร่วมมือเชิงรุก สนับสนุนข้อมูลข่าวสาร และมอบสิทธิ์ใช้งาน Whoscall Premium แก่หน่วยงานรัฐ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้แก่ประชาชนในทุกมิติ
นายฉัตรชัย ดุษฎีโหนด กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด กล่าวว่า NITMX ได้รับมอบหมายให้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาภัยทุจริตและอาชญากรรมทาง Digigtal มาโดยตลอดโดยใช้ช่วงเวลาที่ผ่านมา NITMX ร่วมกับกับธนาคารพาณิชย์ฟ ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน ดำเนินการแก้ปัญหามาโดยตลอดซึ่งมีความสำเร็จที่ดีโดยเฉพาะการระงับใช้เครื่องมือในการก่ออาชญากรรมในภาคธุรกิจการเงิน ซึ่งทาง NITMX ยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงร่วมกับหน่วยงานอื่นๆเพื่อกำจัดภัยทุจริตนี้ต่อไป
ในการดำเนินงานข้างต้นที่กล่าวมานั้น เป็นการดำเนินการแก้ไขเมื่อเกิดเหตุแล้วเป็นการระงับหรือลดระดับความเสียหาย ตลอดจนทำลายเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมซึ่งหากสังคมไทยมีความสามารถในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุย่อมจะเป็นการลดปัญหาในอีกระดับหนึ่ง
เนื่องจาก กลุ่มผู้ก่ออาชญากรรมทาง Digital มีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา และเทคโนโลยีในระดับสูง การที่บุคคลทั่วไปจะรับมือกับอาชญากรที่มีความสามารถสูงนี้ โดยขาดความรู้และเครื่องมือในการตรวจจับและป้องกันเป็นเรื่องที่เสียเปรียบอย่างยิ่ง
สำหรับ NITMX แล้ว โครงการการแก้ปัญหาภัยทุจริตและอาชญากรรมทาง Digital นี้ เป็นการขยายแนวการต่อสู้กับอาชญากรรมทาง Digtal ให้กว้างขึ้น และเข้มแข็งขึ้น ลดจำนวนผู้เสียหายลง และในขณะเดียวกัน ลดทอนทรัพยากรและศักยภาพของกลุ่มอาชญากร
จึงเป็นโครงการที่สำคัญยิ่งในภาระกิจการแก้ปัญหาภัยทุจริตและอาชญากรรมทาง Digitalเพิ่มเติมจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ทั้งในด้านการขยายเครือข่าย และแนวป้องกันต่อต่อต้านไปยังจุดเกิดเหตุ
“โครงการนี้จะสร้างความเข้มแข็งแก่ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อแก่กลุ่มอาชญากร เพิ่มความปลอดภัยความสามารถปกป้องทัพย์สินได้ดียิ่งขึ้นและในภาพรวมแล้วจะเพิ่มความมั่นคงด้านเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยให้สูงขึ้น” นายฉัตรชัย กล่าว
นายฉัตรชัย กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ITMX ได้ร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการชำระเงิน และภาครัฐ ในการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางตรวจจับการทุจริต ซึ่งสามารถลดมูลค่าความเสียหายจากการกวาดเงินออกจากระบบออนไลน์ได้อย่างมีนัยสำคัญ กว่า 60%
อย่างไรก็ดี เนื่องจากรูปแบบของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีการพัฒนารูปแบบอย่างรวดเร็วและซับซ้อนขึ้น ITMX จึงปรับยุทธศาสตร์จากการ “ตามแก้ปัญหาน้ำท่วม” มาเป็นการ “สร้างเขื่อนป้องกัน” เพื่อหยุดยั้งความเสียหายก่อนที่จะเกิดขึ้น
สำหรับโซลูชันและกลไกสำคัญที่ ITMX ดำเนินการเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางการเงิน ประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินเพื่อคัดกรองและประเมินความเสี่ยงของผู้เปิดบัญชีใหม่ ช่วยระบุแนวโน้มบัญชีม้าหรือผู้ที่อยู่ในเครือข่ายมิจฉาชีพตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น
การวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ในทุกรายการโอนเงิน โดยพิจารณาจากข้อมูลบัญชีผู้โอนและบัญชีรับเงิน เพื่อแจ้งเตือนธนาคารและยับยั้งการโอนเงินเสี่ยงก่อนเงินถูกกวาดออกจากระบบ
ขยายการเฝ้าระวังภัยทุจริตให้ครอบคลุมทุกช่องทางการเงิน รวมถึงกลุ่มลิสซิ่ง E-Wallet การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อปิดช่องโหว่นอกระบบธนาคารพาณิชย์
ทั้งนี้ ITMX พบรูปแบบการหลอกลวงหลักๆ 7 รูปแบบ โดยรูปแบบที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดคือ การหลอกให้ลงทุน และ การหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน
นอกจากนี้ ภัยไซเบอร์ไม่ได้เจาะจงเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือข้าราชการเกษียณเท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างไปถึงสมาชิกในครอบครัวและเยาวชน
“การร่วมมือกับ กบข. และสถาบันคุ้มครองเงินฝากในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการส่งผ่านข้อมูลเตือนภัยและสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้แก่สมาชิก กบข. รวมถึงครอบครัวอย่างครอบคลุมทุกมิติ”นายฉัตรชัย
