HoonSmart.com>>บลจ.บัวหลวง (BBLAM) แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยเน้น Selective “คัดเลือกหุ้น” คุณภาพจาก 3 กลุ่มเด่น “ไฟฟ้า-นิคมฯ” รับเทรนด์ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ “กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์” คาด EPS Growth โดดเด่นเติบโต 25% ต่อเนื่อง 3 ปี “กลุ่มแบงก์” ปันผลสูงสม่ำเสมอ
นางสาวดุษฏี ภู่พัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการลงทุนหุ้นไทย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาแถว 1,600 จุด ซื้อขายบน P/E ประมาณ 15-16 เท่า จึงมองกลยุทธ์การลงทุนต้องเน้นการเลือกหุ้น (Selection) เป็นหลัก เนื่องจาก P/E ขึ้นมาสะท้อนกำไรบางส่วนแล้ว ซึ่งสิ่งที่ต้องติดตามจากนี้ คือ กำไรบริษัทจดทะเบียนจะออกมาดีกว่าที่คาดหรือไม่ และมูลค่าหุ้น (Valuation) แพงหรือยัง มีความปลอดภัยแค่ไหนหากตลาดมีการปรับฐาน
สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มไฟฟ้าและนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ได้มองแค่ว่าดีมานด์จาก Data Center จะเพิ่มขึ้นแล้วชอบทั้งหมด แต่จะคัดเลือกเจาะจง (Selective) ว่าบริษัทไหนที่มีสินทรัพย์ที่สามารถเชื่อมต่อและมี Capacity ที่จะสร้างรายได้และกำไรสุทธิให้แก่ผู้ถือหุ้นได้จริง ๆ 2.กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้แรงหนุนจาก AI แต่ยังต้องติดตามกำไรจะเติบโตตามเป้าที่ตลาดคาดหวังไว้หรือไม่ โดยมองกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย มีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ที่โดดเด่นมาก โดยคาดว่าจะโตได้ถึง 25% อย่างต่อเนื่องในอีก 3 ปีข้างหน้า แต่การลงทุนต้องคัดเลือกหุ้น เน้นดูเรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทนมากขึ้น และ 3.กลุ่มการเงิน ซึ่งที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเงินปันผลดี และเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ROE สร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ในขณะที่ธุรกิจ Wealh Management ถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนกลุ่มแบงก์ที่สร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น
“การจัดพอร์ตการลงทุนของทั้ง 3 กลุ่มนี้ เราไม่ได้ให้น้ำหนักกับธีมใดธีมหนึ่งเป็นหลักเพียงอย่างเดียว เพราะเรามองว่า ในแง่ของ Investment Cycle เรามีกลุ่มไฟฟ้าและนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ในแง่ของโครงสร้าง (Structural) เรามีกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และในแง่ของ Capital Efficiency เรามีกลุ่มการเงิน”นางสาวดุษฏี กล่าว
สำหรับโอกาสของไทยในเทรนด์ AI ระดับโลก ซึ่งมองว่า AI เป็น Ecosystem หากเราจำกัดนิยามว่า AI จบแค่เรื่องชิป ประเทศไทยก็อาจจะดูมีมิติที่ห่างไกลจากเรื่อง AI แต่เราอยากให้มองโอกาสของ AI Infrastructure Value Chain ที่ยังมีสำหรับประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมาเรามีฐานในแง่ของการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และมีความพร้อมในการจำหน่ายไฟฟ้า ทำให้ช่วงที่ผ่านมามี Data Center หลายแห่งอยากจะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น
นางสาวดุษฏี กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่รัฐบาลสั่งชะลอการอนุมัติและก่อสร้าง Data Center ชั่วคราวนั้น มองว่ากระทบ Sentiment ในระยะสั้น เชื่อว่ารัฐบาลเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ เพียงแต่วางเกณฑ์ให้ชัดเจนและในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซียก็มี Data Center จำนวนมาก ซึ่งสิ่งที่อยากเห็นคือการใช้อุปกรณ์หรือการลงทุนของไทยด้วย ไม่ใช้นำเข้ามาอย่างเดียว ส่วนประเด็นเรื่องการเมืองของไทยก็ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในระยะสั้นเช่นกัน ในช่วงที่มีกระแสข่าวเข้ามา อย่างไรก็ตามยังมองแนวโน้มฟันด์โฟลว์มีโอกาสไหลเข้าลงทุนหุ้นไทยได้อีก
ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นจาก 3 ปัจจัยหลัก สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน หลังจากช่วงไตรมาส 1 การเมืองไทยเริ่มมีความเสถียรภาพมากขึ้น โดยรัฐบาลใหม่เน้นให้ความสำคัญกับการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ระยะยาวมากกว่ากระตุ้นการบริโภคระยะสั้น
นอกจากนี้เงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จากขายสุทธิติดต่อกัน 3 ปี ในปีนี้ต่างชาติได้กลับมาซื้อสุทธิสูงถึงราว 60,000 ล้านบาท สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้านที่ยังเผชิญภาวะเงินทุนไหลออก อีกทั้งยังมีปัจจัยหนุนระยะยาวจากการเติบโตของตัวเลขออนุมัติการลงทุนจาก BOI ขณะที่สภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นจากซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน จากเดิม 40,000 – 50,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 70,000 ล้านบาท และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าคาดมากจาก จึงมีการปรับประมาณกำไร EPS เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ประมาณ 110 บาท/หุ้น จากประมาณ 95 บาท/หุ้น
สำหรับปัจจัยเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเห็นพัฒนาการในทิศทางที่ดีขึ้น นอกเหนือจากเรื่อง Investment Cycle ที่กำลังเข้ามาแล้ว เรื่องของการปฏิรูปองค์กร (Corporate Reform) ที่ยังมีการพูดกันค่อนข้างน้อย ซึ่งบริษัทจดทะเบียนไทยหันมาให้ความสำคัญเรื่องผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นมากขึ้น ในขณะที่ BBLAM ในฐานะที่เป็นนักลงทุนระยะยาว ก็มีการเข้าไปพูดคุยกับบริษัทจดทะเบียนอย่างเข้มข้นขึ้น โดยเน้นคุยในมุมว่ากำไรที่ทำได้นั้น จะสามารถทำซ้ำได้และรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวได้หรือไม่ ซึ่งการที่บริษัทเน้นประสิทธิภาพการใช้เงินทุนแบบนี้ เป็นเสมือนกระแสเงินสดหรือปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเมื่อเกิดการทบต้นไปเรื่อย ๆ ก็จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ ซึ่งประเทศไทยแม้ GDP อาจไม่ได้เติบโตสูงมาก แต่ตลาดหุ้นไทยก็ยังมีบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรที่มีคุณภาพ และเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอเพื่อผู้ถือหุ้น
