อว.เร่งบ่มเพาะคน-เชื่อมทุน-การศึกษา ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม

HoonSmart.com>>รมว.อว.เดินแผนดันมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม เร่งสลัดอุตสาหกรรมล้าสมัย มุ่งอุ้ม “ทุนมนุษย์”ป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เน้นกำกับดูแลไม่ให้เกิดการผูกขาดเทคโนโลยี

ศ.ดร.ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวในงาน ACMA Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Emowering People and Building Resilience” หัวข้อ ‘สร้างไทย…ให้พร้อม’ ว่า อว. กำลังเร่งขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี (MHESI Action Plan 2026-2030 ) เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาทุนมนุษย์ให้ทันกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต ผ่านบทบาทของมหาวิทยาลัย และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ยกตัวอย่าง 2 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีความได้เปรียบ ได้แก่ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนส (Wellness) ที่เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ที่จะเข้ามาสร้างและเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

การส่งเสริมนวัตกรรมระดับสูงหรือ Deep Tech นั้น จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนจาก Venture Capital (VC) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งธนาคารพาณิชย์ทั่วไปอาจไม่พร้อมให้การสนับสนุน

ในทางกลับกัน หากเป็นนวัตกรรมที่เน้นตลาดมวลชน (Mass) อย่างแพลตฟอร์ม Facebook, Google หรือ Amazon ซึ่งเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัว ก็สามารถสร้างผลกำไรเพื่อนำไปต่อยอดสู่เทคโนโลยีระดับล้ำสมัยในภายหลังได้ ดังเช่นกรณีของ Jeff Bezos และ Elon Musk

ทั้งนี้ ในชั้นแรกไทยไม่ต้องไปแข่งขันกับใครในสเกลระดับโลก แต่ควรเน้นการเอาชนะในสมรภูมิของตนเองก่อน ไม่ว่าเยาวชนจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำ วิทยาลัยชุมชน หรือมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด ก็สามารถสร้างคุณค่าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้หากมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญ ซึ่งการสร้างผลงานและความสำเร็จในการใช้งานจริงภายในประเทศถือเป็นด่านสำคัญที่จะช่วยให้นวัตกรรมของไทยสามารถขยายผลและผ่านการยอมรับในระดับสากลได้ในอนาคต

“นวัตกรรม หรือ Innovation ไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีสุดโต่ง เช่น หัวใจเทียมเสมอไป แต่สิ่งใกล้ตัวอย่างเข็มฉีดยาก็นับเป็นนวัตกรรมเช่นกัน”ศ.ดร.ยศนัน กล่าว

ศ.ดร.ยศนัน กล่าวว่า ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและการวิจัยเชิงลึก เพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพทางการแข่งขันในระดับนานาชาติ มีโครงการ”สยามซิลิกา” (Siam Silica) ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมชิปโฟโตนิกส์ (Photonics) หรือการสื่อสารด้วยแสงสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) เซนเซอร์ และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ผ่านการผนึกกำลังกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการเสนอแนวคิด ASEAN Chip Act ในระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกันภาครัฐยังวางโครงสร้างการผลิตกำลังคนและทักษะด้าน IC Design เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ที่เข้ามาลงทุนในไทยว่าประเทศจะมีกำลังคนรองรับอย่างเพียงพอ

​ในเชิงโครงสร้างนวัตกรรมระดับองค์กร  เน้นการดูแล Freedom to Operate (FTO) หรือสิทธิในการดำเนินงานโดยไม่ละเมิดสิทธิบัตร หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกและสร้างมูลค่าพาณิชย์ในต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การสร้างเทคโนโลยีใหม่ของบริษัทเทคจะดำเนินการผ่าน 2 รูปแบบ คือ การคิดค้นเอง และการอนุญาตใช้สิทธิ (Licensing) ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย ผ่านความร่วมมือในลักษณะ Innovation Lab ร่วมกับห้องปฏิบัติการวิจัยในสถาบันการศึกษา

​นอกจากนี้ ไทยยังอาศัยจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานเดิมเพื่อดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะระบบนิเวศทางการแพทย์ (MedTech) ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคอาเซียนจากศักยภาพของโรงพยาบาลรัฐและเอกชน เช่นเดียวกับความพร้อมในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ การเกษตร และการผลิต รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่าย Science Park ทั่วประเทศ เข้ากับพื้นที่การเรียนรู้ระดับชุมชนอย่าง TK Park เพื่อสร้างความเชื่อมโยงและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงทรัพยากรห้องปฏิบัติการวิจัย

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) และนวัตกรรมสมุนไพรจำเป็นต้องยึดมาตรฐานสากล ทั้งการทดสอบในห้องปฏิบัติการ การทดลองในสัตว์ และการศึกษาวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ (Clinical Trial) เพื่อให้ได้รับการยอมรับและส่งออกไปทั่วโลกได้

ศ.ดร.ยศนัน กล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านการลงทุนของภาครัฐและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนไทยในการร่วมพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ได้จัดตั้งกลไก University Holding Company Consortium ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานตัวกลางในการร่วมลงทุนขั้นเริ่มต้น โดยหากกลไกดังกล่าวของมหาวิทยาลัยเริ่มใส่เงินลงทุนแล้ว จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนรายอื่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม VC สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการเข้ามาร่วมลงทุนต่อยอด

นอกจากนี้ การสร้างผลงานและความสำเร็จในการใช้งานจริงภายในประเทศยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต่างชาติใช้พิจารณา ก่อนที่สตาร์ทอัพหรือเทคโนโลยีนั้นจะสามารถขยายผลไปสู่ตลาดต่างประเทศได้

สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการเทคโนโลยี รัฐบาลมีแนวทางที่จะไม่เข้าไปอุดหนุนหรืออุ้มกลุ่มเทคโนโลยีที่ล้าสมัยอีกต่อไป ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยจะนำงบประมาณไปสนับสนุน”คน” หรือ “พัฒนาทุนมนุษย์”แทน ผ่านกระบวนการ Reskill และ Upskill เพื่อป้อนบุคลากรเข้าสู่งานวิจัยและพัฒนา (R&D) เทคโนโลยีใหม่ๆ

“การเรียนรู้ตลอดเวลา และการมีพื้นฐานความรู้ความเชี่ยวชาญที่แน่นพอ จะช่วยให้แรงงานไทยสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับตัวอย่างการปรับตัวของบริษัทชั้นนำอย่าง Fujifilm หรือโมเดลการเกษียณแล้วกลับมาทำสตาร์ทอัพในประเทศเกาหลีใต้”ศ.ดร.ยศนัน กล่าว

ศ.ดร.ยศนัน กล่าวว่า รัฐบาลจะทำหน้าที่กำกับดูแลเพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดทางเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม

ในส่วนของการส่งเสริมธุรกิจท้องถิ่นและเอสเอ็มอี (SME) ที่เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจที่สำคัญ จะมุ่งเน้นการนำวัตถุดิบท้องถิ่นจากภาคเกษตรกรรมมาใช้ประโยชน์ หากบริษัทเหล่านี้เติบโตจนกลายเป็นยูนิคอร์นได้ ก็จะช่วยยกระดับและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยไปพร้อมกัน ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันบนเวทีโลก ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาการสมองไหลของเด็กไทยรุ่นใหม่ที่มักมองว่าประเทศขาดปัจจัยสนับสนุนการเติบโต

ทั้งนี้ ภาครัฐไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องกลับมาบ้านเกิด แต่ต้องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้เยาวชนรับรู้ว่าประเทศไทยคือบ้านเกิดที่สามารถสร้างโอกาสและขับเคลื่อนการเติบโตได้

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงผังเมืองและการบริหารจัดการพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (Incubators) ที่เปิดกว้าง เพื่อให้การเข้าเรียนวันแรกของนักศึกษาคือวันที่พวกเขาสามารถสร้างรายได้และทำธุรกิจได้ทันที

การวางผังเมืองใหม่จะเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยเข้ากับพื้นที่จัดกิจกรรม Hackathon และที่ตั้งของภาคธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้ VC ผู้ร่วมลงทุน และบริษัทขนาดใหญ่ ได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนไอเดียกับนักศึกษาและนักวิจัยได้ตั้งแต่วันแรกของการเข้าศึกษา

ยกตัวอย่าง ในยุโรป สภาพแวดล้อมรอบมหาวิทยาลัยจะมีความผสานกลมกลืนกับเมือง มีร้านค้า ร้านอาหาร สวนสาธารณะ ทำให้เกิดการพบปะและแลกเปลี่ยนไอเดียได้ง่าย ในขณะที่มหาวิทยาลัยในไทยมักถูกปิดกั้นด้วยรั้วและมาตรการความปลอดภัย ทำให้ผู้ร่วมลงทุน (VC) หรือผู้มีทุนทรัพย์ไม่มีโอกาสได้เข้ามาเจอเด็กที่มีศักยภาพ

ทั้งนี้ ยังได้วางแผนนำโมเดลการพัฒนาท้องถิ่นจากต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ มาประยุกต์ใช้ โดยเปิดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนพื้นที่อาคารสำหรับเป็น Incubator และเปิดเผยข้อมูลท้องถิ่น (Local Data) เพื่อดึงดูดภาคเอกชนและร่วมกันแก้ปัญหาในระดับพื้นที่อย่างตรงจุด

สำหรับประเด็นการดำเนินงานภายในและความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร ของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่ต่างมีจุดเริ่มต้นและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน โดยมหาวิทยาลัยวิจัยจะเริ่มจากการศึกษาไปสู่งานวิจัยและนวัตกรรม

ขณะที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี เกิดจากการทพเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาให้ภาคเอกชนก่อนแล้วจึงต่อยอดสู่งานวิจัย

ดังนั้น การบริหารจัดการการศึกษาจึงไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกแห่งปรับเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยเหมือนกันทั้งหมด แต่ต้องสร้างความสมดุลระหว่างการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม ตามแนวทางของธนาคารโลก

พร้อมทั้งกล่าวถึงบรรยากาศการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือผ่านหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงอย่างสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.หรือ ACMA) ที่ช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการปฏิสัมพันธ์และสร้างความร่วมมือใหม่ๆ ระหว่างผู้นำองค์กร