​รัฐดีเดย์ประกันภัยพิบัติ 1 ต.ค. ลุย Big Data สุขภาพลดงบรัฐ

HoonSmart.com>>รัฐบาลประเดิมใช้ประกันภัยพิบัติแห่งชาติบริหารงบรัฐ เริ่ม 1 ต.ค. นี้ เป้าต่อไปประกันสุขภาพ เร่งดัน E-Claim เชื่อม Big Data โรงพยาบาลใหญ่ ปลดล็อกประกันสุขภาพลดภาระคลัง

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลในงาน “พิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2569” ตอนหนึ่งว่า โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ จะเริ่มมีผล ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ นับเป็นก้าวสำคัญหลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการประกันภัยพืชผลและประกันภัยข้าวในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อลดภาระการจัดสรรงบประมาณเยียวยาของรัฐบาลเมื่อเกิดภัยพิบัติร้ายแรง

ก่อนหน้านี้นายลวรณ ระบุว่า รัฐจะนำงบปีละ 15,000 ล้านบาท มาซื้อความคุ้มครองภัยวงเงิน 75,000 ล้านบาท ครอบคลุมบ้านที่อยู่อาศัย 30 ล้านหลังทั่วประเทศ

ในอดีตรัฐต้องใช้เงินปีละ 30,000 ล้านบาท ในการเยียวยาภัยพิบัติซึ่งถือว่าสูง

นายลววรณ กล่าวว่า นอกจากภัยพิบัติแล้ว รัฐบาลยังเตรียมผลักดันภารกิจท้าทายใหม่ด้วยการนำกลไกประกันภัยเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของภาครัฐ โดยปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้รวบรวมข้อมูลการรักษา การตรวจวินิจฉัย และการใช้ยาในโรงพยาบาลรัฐไว้อย่างครบถ้วนแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการขยายการเชื่อมโยงฐานข้อมูล (Data Integration) ไปยังโรงพยาบาลกลุ่มมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์, ศิริราช และรามาธิบดี รวมถึงระบบสวัสดิการข้าราชการ

​การรวบรวมข้อมูลสถิติที่ครบถ้วนและสมบูรณ์นี้ จะเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมประกันภัยสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพรูปแบบใหม่ๆ ที่แม่นยำและเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลของภาครัฐได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

นายลวรณ กล่าวว่า อุตสาหกรรมประกันภัยถือเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของภาคการเงินไทยที่มีความแข็งแกร่ง สะท้อนจากอัตราส่วนเงินกองทุนต่อความเสี่ยง (Risk-Based Capital: RBC) ที่อยู่ในระดับสูงภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน คปภ. รวมถึงอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับเบื้องต้นที่สามารถขยายตัวได้สูงกว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

​อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมในปัจจุบันคือการเพิ่มอัตราการเข้าถึงการประกันภัย (Penetration Rate) ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากเมื่อเทียบกับประเทศในระดับการพัฒนาเดียวกัน โดยรัฐบาลเสนอให้ภาคธุรกิจเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ก้าวข้ามอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ผ่านการวางระบบ E-KYC, E-กรมธรรม์ และ E-Claim เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่และลดต้นทุนการให้บริการ