HoonSmart.com>>กระทรวงพลังงาน ชูแผน PDP ใหม่ สู่ Net Zero ตั้งเป้าสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 60–90% ปลดล็อก Direct PPA ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ยืนยันหลักการ “ใช้เท่าไร จ่ายเท่านั้น” ไม่ทิ้งภาระค่าไฟให้ประชาชน ด้านผู้บริหาร BGRIM -Digital Edge DC พร้อมลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ สร้างแคมปัส 2 แห่ง บ่มทักษะเทคโนโลยี AI ยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางดิจิทัลแห่งภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ในงานสัมมนา สัมมนา Thailand Focus 2026 เวทีเสวนา หัวข้อ”การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน : จากภาระต้นทุน สู่ความได้เปรียบทางการแข่งขัน” (Energy Transition : From Cost Pressure to Competitive Advantage) ดำเนินรายการโดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.กระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของไทยต่อการลงทุนขนาดใหญ่ในดาต้าเซ็นเตอร์ ว่า ด้วยนโยบายและกฎระเบียบที่เหมาะสม การลงทุนดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยไม่ก่อผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ก่อนหน้านี้มีความกังวลว่าการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น เนื่องจากต้องนำเข้าก๊าซเพิ่มเพื่อผลิตไฟฟ้า ขอยืนยันว่าการลงทุนใหม่จะต้องรับผิดชอบต้นทุนส่วนเพิ่มจากการนำเข้าก๊าซ โดยยึดหลัก “ใช้เท่าไร จ่ายเท่านั้น” แม้ลงทุนอาจกังวลว่าค่าไฟจะแพง แต่รัฐบาลได้เปิดทางเลือกใหม่ผ่านตลาดซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (PPA) ซึ่งจะทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมอื่นสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดจากผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เกิดการแข่งขันและลดแรงกดดันด้านราคา
ขณะที่ภาคประชาชน มีความกังวลเรื่องค่าไฟและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทางรัฐบาลกำลังเร่งปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบเพื่อให้เศรษฐกิจได้รับประโยชน์ โดยไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พร้อมยืนยันว่าการกำหนดทิศทางนโยบายจะแล้วเสร็จในเวลาอันใกล้
ในประเด็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลมีแผนลงทุนผ่านการกู้เงินกว่า 220,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ปัจจุบันแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ขณะที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กำลังอยู่ในขั้นทดลอง ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการวางนโยบายพลังงานใหม่ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านอุปทานและราคา ท่ามกลางความผันผวนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางและสถานการณ์โลก เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเร่งเดินหน้า เพราะหากไม่ทำจะกระทบต่อคุณภาพชีวิตและค่าครองชีพ
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านพลังงานยังเปิดโอกาสไปสู่การขยายเศรษฐกิจใหม่ การลงทุนใหม่ และอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์
“แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan – PDP) ที่ล่าช้ามานาน ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ และคาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า โดยแผนดังกล่าวจะครอบคลุมระยะเวลา 25 ปี จนถึงปี 2050 เพื่อสอดคล้องกับพันธสัญญา Net Zero”นายเอกนัฏ กล่าว
นายเอกนัฏ กล่าวว่า แผนดังกล่าว มุ่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย PDP ใหม่จะสะท้อนความมุ่งมั่นสู่ Net Zero ภายใน 25 ปี ผ่านการผสมผสานพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) โดยตั้งเป้าสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 60% และหากต้นทุนการดักจับคาร์บอนสูง อาจผลักดันพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นถึง 80–90% เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero
นอกจากนี้ แผน PDP ใหม่ยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน โดยไม่เพียงสร้างความหลากหลายด้านการผลิตไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น ตลาดซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ตลาดพลังงานสะอาด การส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ ผู้ใช้ไฟที่ผลิตเอง การปรับปรุงระบบสายส่ง และการจัดเก็บพลังงาน
สำหรับ แผนดังกล่าวไม่ใช่ความลับ โดยกรมนโยบายพลังงานได้เผยแพร่ทางเลือก 4 รูปแบบเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เปิดโอกาสให้นักลงทุนและประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น
แผนพลังงานใหม่จะไม่หยุดเพียงการรักษาราคาน้ำมัน แต่จะครอบคลุมถึงการจัดทำ PDP ใหม่ การสร้างตลาดไฟฟ้าโดยตรง การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) การรองรับความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ และการส่งเสริมพลังงานสะอาดเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนกู้เงิน 200,000 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนประชาชนที่ไม่มีทุนในการลงทุน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาและที่ดินของประชาชน เพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายคืนเข้าสู่ระบบผ่านกลไก Net Billing
แนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในระบบผลิตไฟฟ้า ไม่ต้องพึ่งพาเฉพาะโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากการนำเข้าน้ำมันดิบไปสู่การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเงินกู้จะถูกใช้เพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์และระบบที่เกี่ยวข้อง ส่วนการลงทุนขนาดใหญ่ในโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานยังคงพึ่งพาเงินทุนจากภาคเอกชนเป็นหลัก
นอกจากนี้ เงินกู้บางส่วน จะนำไปปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้า ให้สามารถรองรับไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์รูฟท็อปของครัวเรือน อาคารพาณิชย์ และโรงงาน รวมถึงการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด โดยรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีศักยภาพทางการเงินอยู่แล้ว และรัฐบาลยังเปิดรับการลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มเติม
ภายใต้แรงกดดันและสถานการณ์โลกที่ท้าทาย รัฐบาลได้เดินหน้าปรับนโยบายพลังงานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงที่รอคอยมานานกว่า 2 ปี เดิมจำกัดเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ 2,000 เมกะวัตต์ แต่ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้มีมติขยายสิทธิ์ให้ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดสามารถเข้าถึงตลาดนี้โดยไม่จำกัดกำลังผลิต
“นี่คือจังหวะสำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ไม่เพียงแก้ปัญหาพลังงานในปัจจุบัน แต่ยังวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะปลดล็อกเศรษฐกิจใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ และขยายเศรษฐกิจไทยในอนาคต”นายเอกนัฏ กล่าว
ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) กล่าวถึงกรณีความกังวลเรื่องการใช้น้ำของ Data Center ว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรน้ำเพียงพอนักลงทุนไม่ต้องกังวล และหลายศูนย์ข้อมูลใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ หากมีความต้องการเพิ่มเติมก็สามารถลงทุนสร้างโรงงานผลิตน้ำจืดจากทะเลได้
“Data Center มีความสำคัญต่อการเก็บข้อมูลภายในประเทศ หากเราฝากข้อมูลไว้ที่สิงคโปร์หรือสหรัฐฯ เวลาการเข้าถึงจะช้าลง และเราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูลนั้นเอง ดังนั้นเราต้องมี Data Center อยู่ในไทย”ดร.ฮาราลด์ กล่าว
ดร.ฮาราลด์ กล่าวว่า การผลิตชิปและอุปกรณ์ที่ใช้ใน Data Center ควรทำในประเทศไทย เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศจากการแข่งขันที่รุนแรง ช่วยลดความหน่วง (Latency) และเปิดโอกาสให้พัฒนาแอปพลิเคชัน โมเดล AI และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ได้เอง
ขณะเดียวกัน บริษัทผู้ลงทุน Data Center ต้องเสนอให้รัฐบาลไทยเห็นถึงสิ่งที่จะนำเข้ามา เช่น การสนับสนุนด้านการศึกษาที่เป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีมหาวิทยาลัยที่สอนนักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ต ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและสายอาชีพ เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะด้านเทคนิค วิศวกรรม และการก่อสร้าง Data Center
แม้ AI จะเข้ามาเร็ว แต่แรงงานที่มีทักษะพื้นฐาน เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างประปา และงานบริการอื่น ๆ ยังคงจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจ
“หวังว่าบริษัท Data Center จะช่วยมหาวิทยาลัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพื่อให้นักศึกษาเป็นผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ต เป็นช่างเทคนิค วิศวกร และผู้สร้าง Data Center ที่มีคุณภาพ”ดร.ฮาราลด์ กล่าว
ดร.ฮาราลด์ กล่าวว่า การศึกษาและการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องจะเป็นตัวเร่งให้ไทยก้าวสู่สังคมฐานความรู้ บริษัทฯ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในทุกระดับการศึกษา เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและแสดงให้โลกเห็นว่าไทยสามารถเป็นผู้นำด้านการศึกษาและทักษะอุตสาหกรรม เมื่อมีความเป็นมืออาชีพ คนทั่วโลกก็อยากทำงานด้วย
ยกตัวอย่างบริษัทในสหรัฐฯ ที่แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กแต่สร้างยอดขายกว่า 400 ล้านดอลลาร์จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลมาจากบุคลากรที่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยี
ทั้งนี้ มองว่า นโยบายรัฐบาลด้านพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องราคาและการนำเข้าพลังงาน หากสามารถเข้าถึงก๊าซจากเมียนมาได้ จะเป็นประโยชน์มหาศาล และเป็นสิ่งที่รอคอยมากว่า 10 ปี
สำหรับ บริษัทฯ หลังประสบความสำเร็จสร้าง โรงไฟฟ้าลมกลางทะเลเอกชนแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ แม้เกาหลีใต้จะขึ้นชื่อว่าปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศอย่างเข้มแข็ง แต่บริษัทฯ สามารถเจาะตลาดและสร้างโครงการสำคัญได้
นอกจากนี้ ยังสร้าง โรงไฟฟ้าลมที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และ โซลาร์ฟาร์มระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม พร้อมขยายการลงทุนไปยัง มาเลเซีย ด้วยโครงการโรงไฟฟ้า IPP ขนาดใหญ่ รวมถึงมีโครงการใหม่ใน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และยุโรป
สำหรับนักลงทุนที่ติดตามบริษัทไทย หากเห็นบริษัทไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ สามารถมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะทำได้ดี เพราะจุดแข็งของคนไทยคือการสร้างความร่วมมือและความไว้วางใจในระดับสากล
““คนต่างชาติไม่ว่าที่ไหน ชื่นชอบการทำงานร่วมกับคนไทย จุดที่น่าสนใจคือหลายประเทศอาจมีความขัดแย้งกันเอง แต่เมื่อมีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง พวกเขากลับให้ความร่วมมือ”ดร.ฮาราลด์ กล่าว
นายยานีฟ กีทิส (Yaniv Ghitis) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์และการลงทุน บริษัท ดิจิทัล เอดจ์ ดีซี หรือ Digital Edge DC ผู้ให้บริการ Data Center รายใหญ่ในเอเชีย เปิดเผยว่า การตัดสินใจลงทุนในไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหรือความถูกแพง แต่เป็นเพราะความรอบคอบและความเป็นผู้นำของหน่วยงานกำกับดูแลที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรม Data Center ให้สอดคล้องกับการเติบโตของประเทศระยะยาว 20–30 ปี
ขณะที่ การทำงานร่วมกับ บี.กริม ในการพัฒนาแคมปัส Data Center ขนาดใหญ่ 2 แห่งในไทยสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันว่า การลงทุนนี้ไม่ใช่เพื่อทำกำไรระยะสั้น แต่เพื่อสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งการออกแบบ Data Center ต้องคำนึงถึงทรัพยากรน้ำและพลังงาน โดยใช้ระบบปิดเพื่อลดการสูญเสียน้ำ และเลือกใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศแทนการใช้น้ำในบางกรณี อีกทั้งยังลงทุนสร้างโรงบำบัดน้ำเองเพื่อไม่กระทบต่อการใช้น้ำของภาคครัวเรือน เช่นเดียวกับที่ทำในมุมไบและยะโฮร์
ทั้งนี้ บริษัทจะลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ร่วมกับพันธมิตรไทย เช่น บี.กริม เพื่อไม่เพิ่มภาระต้นทุนไฟฟ้าแก่ประชาชน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน
สำหรับสิ่งที่ไทยควรทำเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน Data Center รัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนด้านนโยบายและกฎระเบียบ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนระยะยาวและสร้างเศรษฐกิจใหม่จากอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI
Digital Edge และ บี.กริม กำลังร่วมกันสร้าง แคมปัส Data Center ขนาดใหญ่ในชลบุรี และเตรียมเปิดอีกแห่งในระยอง โดยมีพนักงานกว่า 6,000 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นคนไทย โครงการนี้ไม่เพียงสร้างงานด้านวิศวกรรมและการปฏิบัติการ แต่ยังขยายไปถึงโลจิสติกส์และการขนส่ง ทำให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจครอบคลุมกว้างกว่าพื้นที่ก่อสร้าง
นายยานีฟ กล่าวว่า ห่วงโซ่อุปทานของไทยมีความซับซ้อนและทันสมัย จนสามารถต่อยอดไปยังตลาดอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยควรใช้โอกาสนี้เพื่อก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางภูมิภาคด้าน Data Centerในด้านการศึกษา
บริษัทได้ร่วมมือกับบี.กริมและมหาวิทยาลัยไทยในการสร้างหลักสูตรใหม่เพื่อพัฒนาบุคลากร ไม่ใช่เพียงการฝึกงานระยะสั้น แต่รวมถึงการสร้างตำแหน่งงานด้าน AI Scientist หากไม่มี Data Center ก็ไม่สามารถสร้างงานด้าน AI ได้ โครงการนี้จะสร้างความเชี่ยวชาญและโอกาสใหม่ให้คนไทยที่ได้มากกว่าแค่งานก่อสร้าง
นอกจากนี้ Digital Edge เป็นพันธมิตรที่แท้จริงในการลงทุน Data Center โดยทำงานร่วมกับบี.กริมอย่างใกล้ชิดจนไม่สามารถแยกได้ว่าใครทำส่วนใด จึงเป็นเหตุผลที่โครงการเดินหน้าได้เร็วที่สุด
เมื่อถูกถามถึงนโยบายพลังงานที่ไทยควรปรับปรุง ผู้บริหาร Digital Edge เสนอ 3 ประเด็นหลัก โดยเริ่มจาก ความชัดเจนด้านนโยบาย แม้จะต้องใช้เวลา แต่ความชัดเจนจะเป็นรากฐานสำคัญให้ไทยสามารถสร้างอุตสาหกรรม Data Center ขนาดหลายกิกะวัตต์ได้ โดยใช้พลังงานหมุนเวียนและไม่เพิ่มภาระค่าไฟให้ประชาชน
ไทยควรพิจารณาจัดตั้ง สมาคมอุตสาหกรรม Data Center เพื่อสร้างช่องทางการสื่อสารระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำหนดนโยบาย แทนที่จะอาศัยการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่สามารถสังเคราะห์ข้อมูลได้ครบถ้วน
การศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน Data Center โดยควรถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพลังงานและอุตสาหกรรม เพื่อให้บริษัท Data Center มีบทบาทในการลงทุนและส่งเสริมการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่มหาวิทยาลัยไปจนถึงสายอาชีพ
การลงทุน Data Center ไม่เพียงสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI วิศวกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
