SCC รับทรัพย์สินค้าถูกใจลงทุน Data Center ปีนี้ EBITDAทะลุเป้า ปีหน้า LSP ปั๊มเงินเร็วขึ้น

HoonSmart.com>>”ปูนซิเมนต์ไทย” (SCC) ได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนโดยตรง (FDI) โดยเฉพาะ Data Center ไหลบ่าเข้าประเทศไทยและอาเซียน ในฐานะพี่ใหญ่ปูนซีเมนต์ มีปูนคาร์บอนต่ำ วัสดุก่อสร้าง เหล็กโครงสร้าง วัสดุฉนวนกันความร้อน ขายให้นักลงทุนระดับโลกที่ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม มั่นใจปีนี้ EBITDA ทะลุเป้าที่วางไว้ 55,000 ล้านบาท  ส่วนปีหน้า คอมเพล็กปิโตรเคมี เวียดนาม  LSP จะกลับมาเดินเครื่องได้เร็วขึ้น เพิ่ม EBITDAได้เดือนละประมาณ 1,000 ล้านบาท 

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)หรือ SCG  เปิดเผยว่า บริษัทได้รับอานิสงส์ชัดเจนจากการไหลเข้ามาลงทุนโดยตรงในประเทศไทย และในอาเซียน เช่นเวียดนาม ในอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center  เพราะบริษัทฯเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด งานก่อสร้างจะต้องใช้ปูนซีเมนต์ โดยเฉพาะปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ยังช่วยตอบโจทย์คู่ค้าระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ทำให้บริษัทรักษาความได้เปรียบในตลาดไว้ได้

นอกจากนี้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และนวัตกรรมเด่นที่สร้างรายได้หลัก คือ เหล็กโครงสร้าง และวัสดุฉนวนกันความร้อนซึ่งเป็นวัสดุจำเป็นใน Data Center  ทำให้ยอดขายในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมกลับเติบโตถึง 3-4% สวนทางกับยอดขายในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย (Residential)ที่ยังคงหดตัว

ขณะเดียวกัน SCC มีการบริหารจัดการพลังงาน ปรับมาใช้ไบโอแมส เพื่อลดการใช้ถ่านหินที่ราคาเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน จึงได้รับผลกระทบจากต้นทุนสูงขึ้นไม่มาก ส่วนธุรกิจปิโตรเคมี กลไกตลาดเปลี่ยนไป โดยราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะปรับตัวตามราคาน้ำมันแนฟทาได้รวดเร็วขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน บริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้า (Pass-through) ได้เร็วยิ่งขึ้น และสถานการณ์สเปรดก็ดีขึ้น ทำให้โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) จะกลับมาเดินเครื่องอีกครั้งในไตรมาสที่ 4 นี้

นอกจากนี้ ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตลาดจีน ซึ่งเดิมเคยได้เปรียบเรื่องวัตถุดิบราคาถูก จากรัสเซีย แต่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ต้นทุนของจีนพุ่งสูงขึ้น จนต้องปรับราคาผลิตภัณฑ์ขึ้นเร็ว

สำหรับผลงานในปี 2569 กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ที่เป็นกระแสเงินสดและปรับปรุงรายการพิเศษแล้ว (Adjusted Cash EBITDA) ทำได้มากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท  มีโอกาสถึง 5.6 หมื่นล้านบาทได้ ทั้งนี้ยังไม่รวมกำไรพิเศษอื่นๆ เพราะเพียงครึ่งปีบริษัททำได้แล้วถึง 42,913 ล้านบาท

สำหรับโครงการลองซอน ปิโตรเคมีคอล (LSP)  LSP ในเวียดนาม คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงกลางปี 2570 เร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้ปลายปี หากเดินเครื่องเต็มรูปแบบ จะสร้าง Adjust EBITDA เพิ่มเติมได้ถึงปีละ 9,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละเกือบ 1,000 ล้านบาท  โดยมีความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นหลังจากลงทุนเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้พลังงาน  ด้วยการใช้ก๊าซอีเทน (Ethane) จากสหรัฐอเมริกา

ส่วนความเสี่ยงที่จะต้องระมัดระวัง  แม้สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจะเข้าสู่ช่วงพักรบชั่วคราว   แต่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง จึงยังจะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) ของโลกปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 44 ปี ซึ่งหากสหรัฐฯ หยุดการปล่อยน้ำมันสำรองออกมาเพื่อพยุงราคา จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี  ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน