
ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอีกครั้งในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ หลังเผชิญภาวะเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลให้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวลดลงเกือบ 800 จุดนับตั้งแต่ปี 2561 ในขณะที่ปี 2568 เพียงปีเดียว นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยมูลค่าสุทธิสูงกว่า 100,000 ล้านบาท รวมถึงสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยในประเทศยังลดลงจาก 43% ในปี 2563 เหลือเพียง 32% ในปี 2567
เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและผลักดันบริษัทจดทะเบียนไทยให้เติบโตในระยะยาว ภาครัฐได้เดินหน้ายกระดับความน่าเชื่อถือของตลาดหุ้นผ่านหลายมาตรการ ไม่ว่าจะเป็น การปราบปรามโครงสร้างบริษัทตัวแทน (Nominee company) การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูลองค์กร ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล การกำกับดูแลกิจการ และการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ขานรับแนวคิดนี้ด้วยการเปิดตัว โครงการ JUMP+ ในปี 2568 เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเสริมสร้างธรรมาภิบาลและสร้างความเชื่อมั่น เพื่อดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลก โดยเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการ JUMP+ แล้วถึง 143 แห่ง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำแนวปฏิบัติระดับสากลมาใช้ ยกระดับความโปร่งใส ผสานความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ พร้อมเสริมสร้างกรอบการกำกับดูแล เพื่อการเติบโตระยะยาว
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าว ยังสะท้อนถึงการปรับตัวของประเทศไทยไปสู่มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยสนับสนุนให้บริษัทที่เข้าร่วม ได้ทำงานร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาและตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่ม “Big Four” เพื่อเร่งการปรับเปลี่ยนองค์กรและสร้างรากฐานความน่าเชื่อถือที่แข็งแกร่งจากนักลงทุน
ยกระดับมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนโลก
ความท้าทายของไทยไม่ได้มีเพียงการฟื้นฟูความเชื่อมั่น แต่รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและระบบการเงินให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ซึ่งกลุ่มบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการตรวจสอบบัญชีและบริการด้านวิชาชีพ ได้แก่ Deloitte EY KPMG และ PwC ซึ่งรู้จักกันในนาม Big Four จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ปัจจุบัน บทบาทของ Big Four ได้ข้ามผ่านการเป็นเพียงผู้ตรวจสอบบัญชีตามกฎเกณฑ์ ไปสู่การเป็นสถาบันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาดทุนโลก ซึ่งช่วยสนับสนุนการระดมทุน การจัดสรร และการดูแลเงินทุนให้ปลอดภัย โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการเชื่อมโยงเข้ากับระบบการเงินโลกมากขึ้น

นายรพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) กล่าวว่า นักลงทุนทั่วโลกมองว่า ความเชื่อมั่นเกิดจากความสามารถในการเปรียบเทียบข้อมูล ทั้งนี้ Big Four ได้นำมาตรฐานสากลด้านการสอบบัญชี ธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการเปิดเผยข้อมูลมาประยุกต์ใช้ ช่วยให้องค์กรไทยได้รับการประเมินและความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกับองค์กรต่าง ๆ ในลอนดอน นิวยอร์ก หรือสิงคโปร์
ในช่วงที่ไทยกำลังเร่งดึงดูดเงินทุนระยะยาว การปรับตัวสู่มาตรฐานสากลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เงินทุนจากสถาบัน และการจัดหาเงินทุนที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังคาดหวังเพิ่มขึ้นในการรายงานข้อมูลด้านผลการดำเนินงานทางการเงิน แนวทางการกำกับดูแล ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระบบควบคุมภายใน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ Big Four มีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาและความน่าเชื่อถือ
ระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ต้องมี Big Four ครบทั้งสี่ราย
ระบบนิเวศตลาดทุนที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือ จำเป็นต้องมี Big Four ทั้งสี่รายดำเนินงานอย่างครบถ้วน โดย Big Four แต่ละราย มีจุดแข็งที่แตกต่างกัน ทั้งความเชี่ยวชาญเชิงลึกเฉพาะอุตสาหกรรม วิธีการทำงาน เครือข่ายระดับโลก และความสามารถเฉพาะด้านที่สั่งสมจากการทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรมและภูมิภาค เมื่อรวมกันจึงช่วยสร้างความหลากหลายทางความคิด ความยืดหยุ่น และขีดความสามารถที่บริษัทเพียงบางรายไม่สามารถทดแทนได้
ที่สำคัญ การกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยทางเลือกและการหมุนเวียนผู้ให้บริการ กรอบกำกับดูแลความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชีได้รับการออกแบบบนหลักการที่ว่าองค์กรควรมีทางเลือกที่เหมาะสม โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความรู้เฉพาะด้านและเครือข่ายระดับโลก โดยหากตลาดไม่มี Big Four ดำเนินงานครบทั้งสี่ราย การหมุนเวียนผู้สอบบัญชีอาจกลายเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปแบบ และจำกัดทางเลือกของคณะกรรมการบริษัท ซึ่งท้ายที่สุดอาจทำให้ความเป็นอิสระลดลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น
ความสำคัญของระบบนิเวศที่มี Big Four อยู่ครบถ้วนยังครอบคลุมมากกว่างานสอบบัญชี องค์กรเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนธุรกรรมควบรวมและซื้อกิจการ การให้คำปรึกษาด้านภาษีและโครงสร้างธุรกิจ การปรับเปลี่ยนด้านการเงินและการบริหารความเสี่ยง การให้คำปรึกษาด้านไซเบอร์และเทคโนโลยี การบูรณาการระบบ ตลอดจนโครงการปรับเปลี่ยนองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ในหลายกรณี บริการเหล่านี้ไม่สามารถทำควบคู่ไปกับงานสอบบัญชีได้ เนื่องจากมีกฎเกณฑ์ด้านความเป็นอิสระที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น ตลาดที่มีบริษัทระดับโลกทั้งสี่รายไม่ครบถ้วน จึงอาจเผชิญข้อจำกัดด้านทางเลือกและเกิดคอขวดในการให้บริการ โดยองค์กรต่าง ๆ อาจต้องเลือกระหว่างการสร้างความเชื่อมั่นผ่านงานสอบบัญชีกับการเดินหน้าปรับเปลี่ยนองค์กร หรือการลดจำนวนองค์กรที่ปรึกษาที่น่าเชื่อถือและปราศจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ลดลง
สถาบันและองค์กรต่าง ๆ ควรเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมกับแต่ละงานได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในอุตสาหกรรม ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และสถานะด้านความเป็นอิสระที่เหมาะสม โดยไม่กระทบต่อมาตรฐานการกำกับดูแล ดังนั้น การทำให้ Big Four ทั้งสี่รายสามารถดำเนินงานและแข่งขันได้อย่างเต็มที่ จึงมีส่วนสำคัญในการรักษาความยืดหยุ่นดังกล่าว

การกำกับดูแลที่เข้มข้น เพื่อยกระดับมาตรฐานทั้งระบบนิเวศธุรกิจ
สิ่งสำคัญคือ การผสานมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น เช่น การยกระดับกฎเกณฑ์เกี่ยวกับโครงสร้างบริษัทและความโปร่งใส เข้ากับโครงการสร้างแรงจูงใจ เช่น โครงการ JUMP+ ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางคู่ขนาน (Dual Strategy) ของผู้กำหนดนโยบาย ที่มีทั้งการบังคับใช้กฎและการเร่งเสริมศักยภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานของตลาดโดยรวม
นายรพี กล่าวเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนต้องดำเนินควบคู่ไปกับเศรษฐกิจในวงกว้าง เมื่อบริษัทต่างๆ ยกระดับความโปร่งใส ไม่เพียงแต่จะดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพการเติบโตที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ การยกระดับดังกล่าวยังส่งผลดีในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ มาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่แข็งแกร่งขึ้นช่วยให้การจัดสรรเงินทุนมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนทางการเงิน และส่งเสริมการลงทุนในระยะยาวมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลิตภาพ นวัตกรรม และการสร้างงาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย
“ตลาดทุนที่มุ่งเน้นการเติบโต คือตลาดที่สร้างความเชื่อมั่นให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ ไม่ใช่ทำเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ ผู้สอบบัญชีภายนอกที่มีมาตรฐานวิชาชีพในระดับสูงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นเชิงสถาบัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมวิชาชีพนี้จึงมีความสำคัญไม่เพียงต่อนักลงทุน แต่ยังรวมไปถึงอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยบางครั้งอาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ แต่เราต้องร่วมมือกันและดำเนินการแก้ไขที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างวิชาชีพและหน่วยงานกำกับดูแล” นายรพี กล่าวทิ้งท้าย
ท่ามกลางยุคที่เงินทุนนั้นเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วและการเลือกลงทุนมีความระมัดระวัง การแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานกำกับดูแลระดับสากลอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในการเดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าว ดังนั้น มาตรฐาน ระบบ และบริการด้านการให้ความน่าเชื่อมั่นที่ Big Four นำเสนอ จะเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดทิศทางบทใหม่ของตลาดทุนไทย รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
