ปตท.เปิด 4 แผนอนาคตยั่งยืน ดัน ROE – สร้างมูลค่าเพิ่มศก.ไทย

HoonSmart.com>>ปตท. ประกาศทิศทางยุทธศาสตร์ในโอกาสครบรอบ 48 ปี ก้าวสู่ปีที่ 49 มุ่งเป้าขับเคลื่อน “4 แผนอนาคตยั่งยืน” ตั้งเป้าผู้นำการเติบโตในไทย-ตลาดโลก วาง 5 ปีอัดงบลงทุนทั้งกลุ่ม 1 ล้านล้านบาท เพิ่มพันธมิตร ขยาย LNG Portfolio ให้ได้ 10 ล้านตันปี 2573 ดันอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจไทย-รักษาความมั่นคงพลังงาน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) ประกาศแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ภายใต้ “4 แผนอนาคตยั่งยืน” หลัง ปตท.ครบรอบ 48 ปี ซึ่งเป็นช่วงของการวาง 4 รากฐานที่มั่นคง

สำหรับ อนาคตอีก 4 รอบข้างหน้า ปตท. จะมุ่งเน้นการเป็นผู้นำการเติบโตทางธุรกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นที่ยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยซึ่งปัจจุบันกลุ่ม ปตท. มีส่วนในการช่วยขับเคลื่อน GDP ของประเทศราว 5%  และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศยังคงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินต่อไป

ในด้านการเงินและการกำกับดูแลกิจการ ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินทุนอย่างเชิงรุก (Proactive Finance) โดยมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (Return) ให้สูงกว่าต้นทุนทางการเงิน ควบคู่กับการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล บรรษัทภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (GRC) อย่างเคร่งครัด

เนื่องจาก ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจและบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ การพิจารณาลงทุนจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันความเสี่ยงระยะยาว

ความแข็งแกร่งด้านธรรมาภิบาลนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และเปิดโอกาสให้บริษัทฯ สามารถดำเนินนโยบายดูแลผู้ถือหุ้น เช่น การจ่ายเงินปันผล และการซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายใต้การกำกับกิจการที่ดี และความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น ยังคงสร้างผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ดีกว่าที่คาด ด้วยกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือกว่า 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“จะเห็นว่า ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปตท. ก็เป็นเครื่องยนต์หลัก ในการเพิ่มมูลค่าให้กับตลาดหลักหลักทรัพย์ นอกตลาดหลักหลักทรัพย์ฯ ปตท. ก็สร้างงานสร้างอาชีพเพิ่ม อดีต เราก็รากฐานมั่นคง เป็นความทรงจำที่ดี อนาคตเราจะทำอะไรที่มัน Relevant หรือเป็นประโยชน์กับสังคมไทย ใน 4 ด้าน”ดร.คงกระพัน กล่าว

​สำหรับ 4 แผนอนาคตยั่งยืน ประกอบด้วย

เรื่องแรก เป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน

เรื่องที่สอง เป็นองค์กรแชมเปี้ยนของไทยที่โตในตลาดโลกและในประเทศควบคู่กันไป

เรื่องที่สาม ดูแลสังคมต่อไป ด้วยมีวิธีใหม่ ๆ ที่จะทำให้สังคมไทยแข็งแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก พึ่งพาคนนอกน้อยลง เช่น การนำเอาเทคโนโลยีไปช่วย สร้างแบรนด์

เรื่องที่สี่ การบูรณาการ เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาทำธุรกิจมากขึ้น ทั้งเรื่อง AI Digital ต้องเข้ามาทุกด้าน การทำ CCS ที่จะช่วยให้ ปตท.เป็นผู้นำเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืน ไปสู่พลังงานใหม่ หรือ การลดคาร์บอนวิธีใหม่ ๆ

“นวัตกรรมใหม่ ๆ จะทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น นี่คือ 4 อนาคตที่จะทำให้เราโตอย่างยั่งยืน ต่อจาก 4 รากฐานในอดีตที่มั่นคง”ดร.คงกระพัน กล่าว

ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ในส่วนของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ปัจจุบันการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของทั้งกลุ่ม ปตท. คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศไทย ทำให้การดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของกลุ่ม ปตท. จะส่งผลดีต่อเป้าหมายระดับชาติโดยตรงอย่างน้อย 10%

“บริษัทลูกของปตท.ก็ทำเรื่องลดคาร์บอน  แต่ ปตท. มีบทบาทหน้าที่เรื่องการสร้างความความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ  เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานในมุมของ ปตท. ก็คือ ยังคงใช้ไฮโดรคาร์บอน ใช้ฟอสซิลอยู่ แก๊สธรรมชาติ ก็ใช้ประโยชน์ได้ ก็ยังต้องทำ และทำการลดคาร์บอนควบคู่กันไป ด้วยการนำเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ซึ่งจะได้ทั้งความมั่นคง ได้ทั้งราคาเหมาะสม แล้วก็ได้ทั้งเรื่องความยั่งยืน”ดร.คงกระพัน กล่าว

​ดร.คงกระพัน กล่าวว่า นอกจากทำการลดคาร์บอนทางตรงแล้ว ปตท. ยังมีบทบาททางอ้อมผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานระดับใหญ่ ภายใต้การทำ CCS ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่ได้รองรับแค่ภายในกลุ่ม ปตท. แต่มีขนาดใหญ่พอที่จะให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ และผู้ผลิตไฟฟ้าในประเทศ เพื่อช่วยขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนในภาพรวม

ปัจจุบัน ทั่วโลกอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรวมถึงประเทศไทย ซึ่งในวันที่ 14 – 17 กันยายนนี้ ประเทศไทยได้รับโอกาสแสดงศักยภาพบนเวทีพลังงานโลก โดย ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ

พร้อมกับมองว่า การกระตุ้นในเกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในระยะแรกควรเร่งผลักดันให้เกิดการลงมือปฏิบัติจริงในทางกฎหมายและกลไกเชิงนโยบายของภาครัฐก่อน โดยเฉพาะภาครัฐ ควรกำหนดเกณฑ์ที่มีทั้งแรงจูงใจ (Incentive) และบทลงโทษ (Penalty) เช่น การจัดเก็บภาษีคาร์บอน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเงินทุนและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive) แก่ผู้ประกอบการที่ปรับตัวลดการปล่อยคาร์บอน

พร้อมกับ เน้นย้ำถึงขอบเขตการเลือกพันธมิตรทางธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของ ปตท.  จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเป็นสำคัญ โดยต้องเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพ พร้อมร่วมลงทุน และขยายโอกาสการเติบโตไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านพลังงานของไทยในภาพรวม

นอกจากนี้ ได้ผลักดันโครงการแซนด์บ็อกซ์ “I-SPARK Sandbox” เพื่อขับเคลื่อนโซลูชันลดการปล่อยคาร์บอนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การลดการปล่อยคาร์บอนในโรงงาน การกักเก็บใต้กักเก็บก๊าซใต้ชั้นหินและใต้ทะเล การขยายสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ เช่น ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นได้จริงเชิงพาณิชย์และคุ้มค่าต่อการลงทุน

ส่วนเป้าหมาย การเป็นองค์กรแชมเปี้ยนของไทยที่โตในตลาดโลกและในประเทศควบคู่กันไป โดยวันนี้รายได้ของ ปตท. ประมาณ 50% มาจากต่างประเทศ ที่จะต้องเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจสำรวจและผลิต แก๊ส น้ำมัน ธุรกิจเคมี ธุรกิจ Trading และธุรกิจในไทยก็ต้องโตด้วย”ดร.คงกระพัน กล่าว

ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยังคงเดินหน้าแสวงหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเสริมแกร่ง Flagship พร้อมปรับแนวทางตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางรวมถึงปัจจัยจากนโยบายภาครัฐ (Government Intervention)

เน้นการดึงพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพื่อเพิ่มอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และดึงผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ไม่ได้เกิดจากปัญหาขาดแคลนเงินทุน

แต่ช่วงนี้ การเจรจาพันธมิตรในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น จำเป็นต้องชะลอการตัดสินใจลงทุนออกไปเพื่อรอความชัดเจน หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาและส่วนต่างราคา (Premium/Discount) ของน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ

“ช่วงนี้เราได้เร่งพัฒนาโครงการในจุดที่มีโอกาสเติบโต เช่น การเร่งสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อ่าวไทย มาเลเซีย และเมียนมา โดย ปตท.สผ. (PTTEP) ขณะเดียวกันได้ทำการปรับรายละเอียดในบางกลุ่มธุรกิจเพื่อความรอบคอบ”ดร.คงกระพัน กล่าว

ดร.คงกระพัน กล่าวว่า การปิดเส้นทางหรือความเสี่ยงในตะวันออกกลางส่งผลให้น้ำมันดิบชนิดหนักภายนอกภูมิภาค เช่น อัฟริกา มีค่าพรีเมียมปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการซื้อย้ายออกนอกพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ความเปลี่ยนแปลงด้านปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวทำให้แนวทางการคำนวณต้นทุนและการบริหารโรงกลั่น (Optimization) ของบริษัทพลังงานทั่วโลกต้องได้รับการทบทวนใหม่

อย่างไรก็ดี วิกฤตดังกล่าวได้เร่งให้ผู้เล่นรายใหม่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการกระจายความเสี่ยง ออกมาเปิดการเจรจากับ ปตท. มากขึ้น เนื่องจากภูมิภาคนี้ยังมีแนวโน้มความต้องการใช้พลังงานเติบโตสูง

“ผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ทิศทางการไหลเวียนของน้ำมันดิบและพลังงานทั่วโลกเปลี่ยนไป เหตุการณ์ดังกล่าวกดดันให้พันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลกต้องเร่งทบทวนการจัดสรรเงินทุน และพิจารณาปรับฐานการลงทุน โดยผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มย้ายฐานจากภูมิภาคตะวันออกกลางมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งหันกลับมามุ่งเน้นการลงทุนและดูแลธุรกิจภายในประเทศตนเองมากยิ่งขึ้น”ดร.คงกระพัน กล่าว

ดร.คงกระพัน กล่าวว่า แม้ผลการดำเนินงานในช่วง 1–2 ไตรมาสที่ผ่านมาจะเริ่มฟื้นตัว แต่ในระยะกลางถึงระยะยาว ตลาดยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยเฉพาะจากประเทศจีน การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการกำลังการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพจึงยังเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงด้านการแข่งขัน

กลุ่ม ปตท. เร่งสร้างความแข็งแรงจากภายใน ยกระดับผลการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. กว่า 8,700 ล้านบาท ผ่าน Profit Enhancement Initiatives ซึ่งประกอบด้วย โครงการ MissionX”สามารถช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยการดำเนินงานในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาสร้างมูลค่าสะสมได้แล้วมากกว่า 20,000 ล้านบาท

พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS มุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 ควบคู่กับการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

ตลอดจนรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่เทียบเท่าระดับประเทศ ส่งผลให้สามารถรักษาเสถียรภาพพลังงานและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต

นอกจากนี้กลุ่ม ปตท. สนับสนุนมาตรการภาครัฐ และบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อภาคประชาชน โดยมูลค่าการสนับสนุนมาตรการภาครัฐที่ประเมินได้ประมาณ 17,500 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนของ ปตท. กว่า 8,500 ล้านบาท

สำหรับ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied Natural Gas (LNG) จะใช้ศักยภาพของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายการค้าทั่วโลกในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงานต้นทุนต่ำจากสหรัฐอเมริกาและตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio ปริมาณ 3.7 ล้านตัน ภายในปี 2569 และขยายให้ได้ 10 ล้านตัน และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2573 และ 2578 ตามลำดับเพื่อสร้างอัตรากำไร (Margin) ในต่างประเทศและกระจายความเสี่ยง

โดยความร่วมมือกับพันธมิตร จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อให้ผลตอบแทน (Return) ที่คุ้มค่ากว่าการซื้อมาขายไป (Trading) ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการเจรจา ทั้งในฝั่งอุปทาน (Supply) และอุปสงค์ (Demand) ในต่างประเทศ

“ทิศทางการลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) การตัดสินใจใส่เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือคลังรับจ่ายก๊าซ (LNG Receiving Terminal) ทั้งในและต่างประเทศ จะพิจารณาจากผลตอบแทนความคุ้มค่าเป็นหลัก โดยจะไม่เน้นการลงเงินในโครงการที่ไม่จำเป็น หากรูปแบบการทำตลาดแบบซื้อมาขายไป (Trading) สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมได้อยู่แล้ว”ดร.คงกระพัน กล่าว

ดร.คงกระพัน กล่าวว่า สำหรับฝั่งอุปสงค์ (Demand) ปตท. อยู่ระหว่างการสำรวจตลาดทั้งในภูมิภาคยุโรปและเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ซึ่งหากเป็นการจำหน่ายให้แก่คู่ค้าโดยตรงโดยไม่ต้องลงเงินในโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทฯ จะเลือกดำเนินการทันที

อย่างไรก็ดี หากมีเงื่อนไขจากบางประเทศที่กำหนดให้ต้องร่วมลงทุนในโครงการ Terminal แลกกับการได้สัญญาการจัดส่งก๊าซขั้นต่ำ (Supply Contract) ปตท. จะนำมาคำนวณสัดส่วนผลตอบแทนจากการลงทุน (Return) เพื่อเปรียบเทียบว่าคุ้มค่ากว่าการซื้อมาขายไปหรือไม่

​ในส่วนของฝั่งอุปทาน (Supply) อยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสในหลายพื้นที่ รวมถึงสหรัฐอเมริกา เพื่อจัดหาก๊าซฯ รองรับความต้องการในอนาคต โดยเน้นย้ำว่าการบริหารจัดการฝั่งอุปสงค์มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการจัดหาก๊าซฯ แต่ไม่มีตลาดรองรับ

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับสากล และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ส่งผลให้ ปตท. ครองอันดับ 1 ของไทย และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. ดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืนอย่างสมดุลตามแนวทาง Energy Trilemma ครอบคลุม ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (Affordability/ Competitiveness) และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability) โดยมุ่งมั่นเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยการขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุล มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ยกระดับขีดความสามารถองค์กรสู่การเป็น National Champion ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงศักยภาพและโอกาสของธุรกิจไทยสู่เวทีโลก โดยมีเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศเป็นฟันเฟืองสำคัญ ตลอดจนบูรณาการเทคโนโลยี AI และดิจิทัล เข้ากับการดำเนินธุรกิจ พร้อมผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน ขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกอนาคต

ควบคู่การสร้างสังคมไทยให้แข็งแรงด้วยเทคโนโลยีผ่านศักยภาพกลุ่ม ปตท. เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่อนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ Together for Sustainable Thailand, Sustainable World ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน