กลุ่มเอไอเอ ครึ่งปีกำไรพุ่ง 13% ปันผลระหว่างกาลเพิ่ม 10%

HoonSmart.com>>กลุ่มบริษัทเอไอเ ผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 โตแข็งแกร่ง  กำไรจากการดำเนินงานพุ่ง 13% มูลค่าธุรกิจใหม่ เพิ่มขึ้น 10% แตะ 3,212 ล้านดอลลาร์ อนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาลต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 10% 

กลุ่มบริษัทเอไอเอ ประกาศผลประกอบการระยะเวลา 6 เดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยทำมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) สูงถึง 3,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% โดยรวม และหากไม่รวมประเทศไทยจะขยายตัวสูงถึง 14% ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากการดำเนินงานบนมูลค่าธุรกิจประกันภัย (Operating ROEV) รายปี ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18.0% เพิ่มขึ้นจาก 15.8% ในปี 2568 และส่วนทุนตามมูลค่าธุรกิจประกันภัย (EV Equity) อยู่ที่ 83.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6% ต่อหุ้น

ในส่วนของรายงานทางการเงินตามมาตรฐาน IFRS กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) อยู่ที่ 4,163 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13% ต่อหุ้น ส่งผลให้เอไอเอคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นของ OPAT ต่อหุ้น ในช่วงปี 2566 ถึง 2569 จะสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในระดับ 9% ถึง 11% ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) รายปี ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 17.5% เพิ่มขึ้นจาก 15.5% ในปีก่อนหน้า

ด้านการบริหารเงินทุนและการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของเงินกองทุนส่วนเกิน (UFSG) ปรับตัวขึ้น 10% ต่อหุ้น มาอยู่ที่ 3,935 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินกองทุนส่วนเกินสุทธิ (Net FSG) อยู่ที่ 2,758 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12% ต่อหุ้น โดยกลุ่มบริษัทได้คืนผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในช่วงครึ่งปีแรกไปแล้วรวม 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเพิ่มขึ้น 10% เป็น 53.90 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น

นายหลี่ หยวน ชยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ เปิดเผยว่า เอไอเอยังคงสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งด้วยการเติบโตระดับเลขสองหลักในทุกมาตรชี้วัดทางการเงินหลัก พร้อมเดินหน้าส่งมอบผลตอบแทนเงินทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย VONB ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากการเติบโตในทุกช่องทางการจัดจำหน่ายและทุกกลุ่มธุรกิจ ยกเว้นประเทศไทย ซึ่งหากพิจารณาการเติบโตแบบทบต้นต่อปี (CAGR) ตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2566 กลุ่มบริษัทสามารถเติบโตได้สูงถึง 17% สะท้อนถึงความต้องการอันแข็งแกร่งของผู้บริโภคที่มีต่อตัวแทนและผลิตภัณฑ์ของเอไอเอ

นายหลี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่องทางพรีเมียร์ เอเจนซี่ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยเอไอเอได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทข้ามชาติอันดับหนึ่งที่มีจำนวนสมาชิก MDRT มากที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ซึ่งมากกว่าคู่แข่งอันดับถัดไปเกิน 2 เท่า โดยช่องทางนี้สร้าง VONB เติบโต 11% (ไม่รวมประเทศไทย) ขณะที่เครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ทั้งช่องทางธนาคาร (Bancassurance) ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) และนายหน้า หนุนให้ VONB ในกลุ่มพันธมิตรขยายตัวถึง 18%

นอกจากนี้ การบริหารพอร์ตอย่างมีวินัยส่งผลให้ OPAT ต่อหุ้นเติบโต 13% และ UFSG เพิ่มขึ้น 10% ต่อหุ้น ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและคุณภาพของธุรกิจ คณะกรรมการจึงอนุมัติเพิ่มเงินปันผลระหว่างกาลเป็น 53.90 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น ยืนยันว่ากลยุทธ์ทางการเงินดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมมองว่าภูมิภาคเอเชียยังคงมีศักยภาพการเติบโตสูงในธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญให้เอไอเอสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและส่งมอบคุณค่าในระยะยาวแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน