KTBSTMR จ่อจ่ายผลตอบแทน Q2 ยีลด์ 8.36% ส่องครึ่งปีหลังปัจจัยหนุนสินทรัพย์ในพอร์ตโตแกร่ง

HoonSmart.com>>‘กองทรัสต์ KTBSTMR’ เตรียมจ่ายประโยชน์ตอบแทนไตรมาส 2/69 อัตรา 0.1496 บาท มูลค่ารวม 45.10 ล้านบาท ชูผลตอบแทน 8.36% ด้านสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมีคุณภาพ มองปัจจัยหนุนการเติบโตในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะคลังสินค้า-โรงงาน – Data Center เน้นย้ำกองทรัสต์ยังคงมุ่งเน้นการเป็นแหล่งลงทุนที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

พลสิทธิ ภูมิวสนะ

นายพลสิทธิ ภูมิวสนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดาโอ รีท แมเนจเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ‘DAOL REIT’ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เคทีบีเอสที มิกซ์ หรือ ‘KTBSTMR’ เปิดเผยว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 กองทรัสต์ KTBSTMR มีรายได้รวมอยู่ที่ 90.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.90 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากรายได้ค่าเช่าและค่าบริการที่สูงขึ้น โดยกองทรัสต์มีอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy rate) เฉลี่ยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 97.21%

กองทรัสต์จึงได้พิจารณาจ่ายประโยชน์ตอบแทนจากผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาสที่ 2/2569 รอบผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 – 30 มิ.ย. 2569 (ระยะเวลา 91 วัน) ในอัตรา 0.1496 บาทต่อหน่วยทรัสต์ มูลค่ารวม 45.10 ล้านบาท คิดเป็นอัตราตอบแทนแบบปรับปรุงเต็มปี (Annualized) ประมาณ 8.36% (เมื่อเทียบกับราคาตลาดของหน่วยทรัสต์ KTBSTMR ณ วันที่ 17 ส.ค. 2569 ที่ 7.20 บาทต่อหน่วย) โดยกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ตอบแทน (Record Date) ในวันที่ 28 ส.ค. 2569 และกำหนดจ่ายประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยในวันที่ 11 ก.ย.2569

ทั้งนี้ การจัดสรรกระแสเงินสดของกองทรัสต์ KTBSTMR ยังคงดำเนินนโยบายการสำรองเงินเพื่อชำระคืนเงินต้นของการกู้ยืมที่ใช้ในการลงทุนโครงการ Data Center ให้แก่สถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและลดอัตราส่วนการกู้ยืม (สัดส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยจ่าย (interest-bearing debt) ต่อมูลค่าสินทรัพย์รวม (TAV)) เพิ่มศักยภาพและความยืดหยุ่นในการลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ๆ ของกองทรัสต์ในอนาคต

สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง กองทรัสต์ยังมีมุมมองเชิงบวก โดยสินทรัพย์ในพอร์ตยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะคลังสินค้าและโรงงาน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความต้องการพื้นที่เช่าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สินทรัพย์ประเภท Data Center มีแนวโน้มได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการใช้บริการ Cloud, AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านอาคารสำนักงานและ Community Mall กองทรัสต์จะมุ่งเน้นการรักษาฐานผู้เช่าและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารพื้นที่ พร้อมเดินหน้าลดต้นทุนและบริหารโครงสร้างทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับแผนในช่วงครึ่งปีหลัง กองทรัสต์ยังคงมองหาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ โดยพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลตอบแทนและศักยภาพการเติบโต เพื่อสร้างมูลค่าและผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหน่วยในระยะยาว

“กองทรัสต์ยังคงมุ่งเน้นการเป็นแหล่งลงทุนที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ (income-generating asset) ให้แก่นักลงทุนโดยมุ่งเน้นการควบคุมการบริหารจัดการที่ดีร่วมกับผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเพิ่มรายได้ ควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้” นายพลสิทธิ กล่าว

กองทรัสต์ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยได้ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Roof) บนพื้นที่ดาดฟ้าของโครงการซัมเมอร์ฮิลล์ (Summer Hill) และ โครงการซัมเมอร์ฮับ (Summer Hub) ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากไฟฟ้าภายนอกและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

นับตั้งแต่การติดตั้งระบบ Solar Roof Energy ของโครงการซัมเมอร์ฮิลล์ (Summer Hill) และโครงการซัมเมอร์ฮับ (Summer Hub) แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2568 ทั้งสองโครงการสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยโครงการซัมเมอร์ฮิลล์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้แล้วกว่า 210 MWh จากกำลังการผลิตที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 251.64 MWh ต่อปี ขณะที่โครงการซัมเมอร์ฮับ สามารถผลิตไฟฟ้าได้แล้วกว่า 52 MWh จากกำลังการผลิตที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 83.35 MWh ต่อปี

นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าของกองทรัสต์แล้ว ระบบ Solar Roof Energy ของทั้งสองโครงการยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 102,000 กิโลกรัมต่อปี (kg CO2) เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 3,063 ต้น หรือเทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเดินทางด้วยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นระยะทางกว่า 741,000 กิโลเมตร