HoonSmart.com>>บล.ทิสโก้ คาดกำไรรวมของกลุ่มโรงพยาบาลในไตรมาสที่ 2/2569 จะอยู่ที่ 6,430 ล้านบาท ลดลง 0.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และ 6.2% เทียบไตรมาสแรก (QoQ) (ไม่รวม THG ซึ่งถูกรวมงบเข้ากับ RAM)นับเป็นจุดต่ำสุดของปี คาดครึ่งปีหลังฟื้นตัว ยังคงแนะนำซื้อ BDMS ประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 23 บาทต่อหุ้น
ขณะที่กำไรหลักคาดว่าจะอยู่ที่ 6,360 ล้านบาท ลดลง 1.7% YoY และ 7.2% QoQ หรือหากไม่รวม RAM ซึ่งการเติบโตทั้งหมดมาจากการรวมงบ THG กำไรหลักจะลดลง 3.0% YoY และ 8.9% QoQ
“ไตรมาสที่ 2 เป็นไตรมาสแรกที่รับรู้ผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านตลอดทั้งไตรมาส เทียบกับเพียง 10-12 วันในไตรมาสแรก และผลกระทบดังกล่าวได้ขยายวงกว้างไปมากกว่ากลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ โดยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอยังส่งผลกดดันต่อรายได้จากผู้ป่วยชาวไทย ขณะที่การไม่มีรายได้จากผูู้ป่วยกัมพูชายังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อการเปรียบเทียบ YoY”
อย่างไรก็ตาม ยังคงมองว่าไตรมาสที่ 2 จะเป็นจุดต่ำสุดของกำไรในปี 2569 และคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป โดย BDMS ยังคงเป็นหุ้นเด่นที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ และไม่มีแรงกดดันต่อกำไรจากการลงทุนขนาดใหญ่ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
ส่วนรายได้หลักของกลุ่มคาดว่าจะอยู่ที่ 46,200 ล้านบาท (+7.7% YoY, -2.3% QoQ) หรือหากไม่รวม RAM จะทรงตัว YoY (+1.0% YoY)
และลดลง 2.7% QoQ โดยมีสาเหตุหลักจาก 1) ผลกระทบตลอดทั้งไตรมาสจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านต่อรายได้จาก
ผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะผูู้ป่วยจากตะวันออกกลาง 2) การไม่มีรายได้จากผู้ป่วยกัมพูชา 3) การใช้จ่ายภายในประเทศที่ยังซบเซา
ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เริ่มเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่องตลอดไตรมาส EBITDA Margin ของกลุ่มคาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 24.0% เทียบกับ 25.1% ในไตรมาส 2 ปีก่อน และ 25.2% ในไตรมาสแรกปีนี้ จากสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติและผู้ป่วยใน (IPD) ที่ลดลง
ผู้ที่มีผลประกอบกำไรโดดเด่นได้รับแรงหนุนจากปัจจัยนอกเหนือการดำเนินงาน
การเติบโตของกำไรหลักที่โดดเด่นที่สุดมาจาก RAM (+28% YoY) และ THG (+147% YoY) แม้ว่าทั้งสองกรณีจะไม่ได้มาจากปัจจัย
การดำเนินงานโดยตรง โดย RAM ได้รับประโยชน์จากการรวมงบ THG ขณะที่ THG ได้รับอานิสงส์จากการปรับโครงสร้างทางการเงิน
CHG คาดว่าจะมีกำไรหลักเติบโต 7% YoY เมื่อเทียบกับ BCH ซึ่งเป็นคู่แข่งในกลุ่มประกันสังคม (SSO) ที่คาดว่ากำไรหลักจะลดลง
15% YoY ความแตกต่างดังกล่าวเกิดจากฐานเปรียบเทียบเป็นหลัก มากกว่าปัจจัยด้านการดำเนินงาน โดย CHG มีการกลับรายการ
รายได้โรคเรื้องรังจากประกันสังคมจำนวน 73 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปีก่อน ขณะที่ BCH รับรู้กำไรจำนวน 77.5 ล้านบาทในช่วงเดียวกัน
สำหรับกลุ่มผู้ป่วยเงินสดกลับคาดว่าโมเมนตัมรายได้ของ BCH จะปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการระบาดของไข้หวัดตามฤดูกาล
และมีแนวโน้มเร่งตัวข้นในครึ่งปีหลัง จากฐานรายได้จากผู้ป่วยกัมพูชาระดับสูงหมดไป ด้าน EKH คาดว่าจะมีกำไรหลักเติบโต 20% YoY
ซึ่งเป็นผลจากฐานก าไรที่ต่ำในปีก่อน ขณะที่โมเมนตัมการดำเนินงาน QoQ ยังคงทรงตัว
แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 จะปรับตัวดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ ปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ 1) การฟื้นตัวของรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ หลังการเดินทางทางอากาศกลับมาดำเนินการได้ตามปกติโดยเฉพาะผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง ซึ่งนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่เดินทางเข้าไทยกลับมาเติบโต YoY ในเดือนกรกฎาคม (+9% YoY) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง นำโดย UAE (+22% YoY) และซาอุดีอาระเบีย (+10% YoY) 2)ฐานเปรียบเทียบ YoY ที่เอื้อต่อการเติบโตมากขึ้น เนื่องจากรายได้จะไม่ถูกกดดันจากการไม่มีผู้ป่วยกัมพูชาอีกต่อไป คาดว่า ส่งผลให้รายได้ของกลุ่มโรงพยาบาลหายไปราว3,200 ล้านบาทในช่วงครึ่งหลังปี 2568 ถึงครึ่งปี 2569
นอกจากนี้การระบาดของไข้หวัดตามฤดูกาลยังจะช่วยสนับสนุนปริมาณผู้ป่วยนอก (OPD) ภายในประเทศอีกด้วย จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ BDMS โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 23 บาทต่อหุ้น
———————————————————————————————————————————————————–

