ดาวโจนส์ปิดร่วง 406 จุด แรงขายหุ้นชิปขยายวง

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดร่วง ดาวโจนส์ลดลง 406 จุด แรงขายหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้อง AI ขยายวงออกไปกลายเป็นภาวะที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในวงกว้าง ขณะที่ชั่งน้ำหนักรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่เพิ่งประกาศออกมา ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” พุ่งกว่า 4% เบรนท์จ่อ 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยแรงเทขายหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกระแสความนิยมด้าน AI ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่หนุนการปรับตัวขึ้นของตลาดในปีนี้ ได้ขยายวงออกไปจนกลายเป็นภาวะที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในวงกว้าง ขณะที่ชั่งน้ำหนักรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่เพิ่งประกาศออกมา

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิด 52,146.42 จุด ลดลง 406.55 จุด, -0.77%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,457.69 จุด ลดลง 76.08 จุด, -1.01%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,520.24 จุด ลดลง 361.70 จุด, -1.40%

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่นำการเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวมในช่วงที่ผ่านมา เป็นกลุ่มแรกที่เผชิญกับแรงเทขาย ก่อนที่แรงขายจะขยายตัวไปยังหุ้นกลุ่มอื่นๆ ในระหว่างการซื้อขาย

ในรอบสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.6% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 2.9% ส่วนดัชนี Dow ลดลงเกือบ 0.9%

ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor Index ลดลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี และร่วงลงกว่า 18% แล้วนับตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม ดัชนียังคงปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 65% เมื่อเทียบกับต้นปี ซึ่งสูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่ปรับตัวขึ้นเกือบ 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน

ดัชนี SOX ปิดตลาดที่ระดับต่ำกว่าจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนอยู่ 20.2% ซึ่งเป็นการยืนยันว่าดัชนีได้เข้าสู่ภาวะตลาดหมี (bear market) แล้วนับตั้งแต่วันดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดของวัน เนื่องจากนักลงทุนเข้าช้อนซื้อในช่วงที่ราคาปรับตัวลง

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า นักลงทุนบางส่วนในกลุ่มอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับภาวะชะลอตัวของกระแสการใช้จ่ายมหาศาลที่พุ่งสูงขึ้นจนเกือบแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยผู้จัดการกองทุนแบบเชิงรุก (active managers) บางรายได้เริ่มลดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มนี้ลงแล้ว

ในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่พิเศษ (Megacaps) ที่เกี่ยวข้องกับ AI หรือที่รู้จักกันในชื่อ Magnificent Seven นั้น ราคาหุ้นทุกตัวต่างปรับตัวลดลงยกเว้น Apple โดย Meta และ Alphabet ร่วงลงมากที่สุด 2.7% และ 3.2% ตามลำดับ

ในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P 500 กลุ่มบริการด้านการสื่อสาร และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ลดลงมากที่สุด ในขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน เป็นกลุ่มเดียวที่ปรับตัวขึ้น จากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางสัญญาณความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นโดยมีบริษัทในดัชนี S&P 500 จำนวน 49 แห่งที่รายงานผลประกอบการแล้ว ซึ่งข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า 90% ของบริษัทเหล่านี้มีผลประกอบการดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการเติบโตของกำไรโดยรวมของบริษัทในดัชนี S&P 500 เมื่อเทียบปีต่อปีจะอยู่ที่ระดับ 26.0% ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ที่ 19.2% ณ วันที่ 1 เมษายน ตามข้อมูลของ LSEG

ไรอัน ดีทริก หัวหน้าฝายกลยุทธ์การตลาดจาก Carson Group กล่าวว่า แม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลรายงานผลประกอบการ แต่ก็ได้เห็นสัญญาณที่ดีมาก ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จะมีบริษัทจากหลากหลายภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทยอยรายงานผลประกอบการออกมาอีกมาก แต่จนถึงขณะนี้ กลุ่มธนาคารได้ช่วยสร้างจุดเริ่มต้นที่ดีให้กับตลาด

หุ้น Netflix ร่วงลง 7.3% หลังจากบริษัทเปิดเผยคาดการณ์ผลประกอบการที่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของแรงส่งในการเติบโตด้านคอนเทนต์

หุ้น Uber Technologies แอปพลิเคชันเรียกรถโดยสารลดลง 2.1% หลังจากประกาศแผนเข้าซื้อกิจการ Delivery Hero ของเยอรมนี ในข้อตกลงที่มีมูลค่าเกือบ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงาน มหาวิทยาลัยมิชิแกนเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นเบื้องต้นของผู้บริโภคเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นมาที่ 54.4. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน และสูงกว่า 51.0 ที่นักวิเคราะห์คาด

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงาน ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเดือนมิถุนายนพุ่งขึ้น 19.0% มีจำนวน 1.427 ล้านยูนิต สูงกว่า 1.310 ล้านยูนิต ตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ ด้วยแรงกดดันจากภาวะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ร่วงลงทั่วโลก ส่งผลให้นักลงทุนมีความกังวลและเฝ้าระวังสถานการณ์ ขณะที่เตรียมรับมือกับการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า

ดัชนี STOXX 600 ตลอดทั้งสัปดาห์แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 641.53 จุด ลดลง 2.20 จุด, -0.34%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,600.37 จุด เพิ่มขึ้น 28.13 จุด, +0.27%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,338.81 จุด ลดลง 39.05 จุด, -0.47%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,830.98 จุด ลดลง 84.51 จุด, -0.34%

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง และการตอบสอนงที่ไม่ค่อยดีนักต่อผลประกอบการที่แข็งแกร่งในสัปดาห์นี้ ทำให้สถานการณ์ตลาดมีความซับซ้อนมากขึ้น

นักลงทุนหวังว่าผลประกอบการที่ดีจะดึงความสนใจจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ไปสู่พื้นฐานของบริษัท ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ร่วงลง 3.27% ในสัปดาห์นี้ แม้ว่า ASML ซึ่งเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์หลักที่จำเป็นในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ไฮเทค จะปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายในปี 2026 แล้วก็ตาม

การตอบสนองที่ซบเซาแสดงให้เห็นว่าบริษัทต่างๆ ต้องมีผลการดำเนินงานที่ดีเพื่อดึงนักลงทุนเข้าสู่ตลาดหุ้น ในขณะที่ความเชื่อมั่นต่อบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI รายใหญ่ลดลง และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อยังคงมีอยู่

ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ตลาดหันมาจับตามองธนาคารกลางยุโรป (ECB) มากขึ้น โดยมีการคาดการณ์กันในวงกว้างว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้นมากที่สุด 1.55% ขณะที่หุ้นกลุ่มสินค้าหรูทำผลงานได้ดีที่สุดในรอบสัปดาห์

หุ้น Burberry ของอังกฤษร่วงลง 6.38% หลังจากที่บริษัทระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเชิงลบต่อยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในยุโรป

หุ้นของ Saab กลุ่มบริษัทด้านการป้องกันประเทศและอากาศยานของสวีเดนปรับตัวขึ้น 9.73% หลังจากที่รายงานกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

หุ้น Volvo Group ผู้ผลิตรถบรรทุกสัญชาติสวีเดนลดลง 0.64% แม้ว่าจะรายงานผลกำไรไตรมาสที่ 2 ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 35% ก็ตาม

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 3.54 ดอลลาร์ หรือ 4.48% ปิดที่ 82.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 3.87 ดอลลาร์ หรือ 4.59% ปิดที่ 88.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–