ตลท. ปรับเกณฑ์ขาด ID- IA-ปิดข้อมูล ติด SP 1 ปี จาก 2 ปีก่อนเฉดพ้นบจ.

HoonSmart.com >>ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเพิ่ม 4 เกณฑ์กำกับดูแลใหม่ ทยอยใช้สิ้นปีนี้ มุ่งเป้ากลุ่มเสี่ยงสูง จ่อหั่นพักการซื้อขายเหลือ 1 ปีกรณีขาดกรรมการตรวจสอบ-กรรมการอิสระ-หมกเม็ดไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ เข้มคุณสมบัติ “หัวหน้า IA” สแกนระบบควบคุมภายในให้รัดกุม ปกป้องนักลงทุน เพิ่มคุณภาพบจ. ยกระดับธรรมาภิบาล เสริมแกร่งความเชื่อมั่น 

นางดวงรัตน์ สมุทวณิช ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานกำกับบริษัทจดทะเบียนและตราสารอื่น กล่าวว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ถึงวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา บางเรื่องจะสามารถทยอยบังคับใช้ตั้งแต่สิ้นปีนี้ ประกอบด้วย 4 มาตรการ1.ยกระดับมาตรการดำเนินการกรณีกรีมการอิสระ (ID) และกรรมการตรวจสอบ (AC) ไม่ครบ 2.การกำหนดคุณสมบัติหัวหน้า IA 3.เปิดเผยแบบประเมินการดำรงคุณสมบัติของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 4.ยกระดับการดำเนินการกรณี บจ.ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์เปิดเผยข้อมูล เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย

ภายใต้ข้อเสนอใหม่ ตลท. เตรียมปรับกระบวนการบังคับใช้เกณฑ์ สำหรับกรณีบริษัทจดทะเบียนมีกรรมการอิสระ (ID) ไม่ครบถ้วน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับกรณีขาดกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee: AC) เนื่องจากเห็นว่า ID มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลรักษาประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

​นอกจากนี้ ยังเสนอปรับลดระยะเวลาการแขวนเครื่องหมายพักการซื้อขาย (SP) กรณีบริษัทขาด AC, ID หรือกรณีไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่มีนัยสำคัญ จากเดิมที่ให้เวลาสูงสุด 2 ปี ลดลงเหลือเพียง 1 ปีก่อนดำเนินการเพิกถอน โดยมองว่าการคงเครื่องหมาย SP ไว้นานเกินไปไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้น และต้องการบีบให้บริษัทเร่งแก้ไขปัญหาหรือเปิดเผยข้อมูลให้เร็วขึ้น

การพิจารณาความผิดกรณีเปิดเผยข้อมูลล่าช้าหรือคลาดเคลื่อนจะดูจาก 2 ปัจจัยหลัก หากข้อมูลผิดพลาดส่งผลกระทบรุนแรง ตลาดฯ จะดำเนินการทันทีแม้เกิดขึ้นเพียงวันเดียว แต่หากผลกระทบไม่มากและไม่มีเจตนาทุจริต จะใช้วิธีแจ้งให้บริษัทแก้ไขพร้อมเปิดเผยมาตรการป้องกัน ผ่านระบบของ ตลท. เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับทราบโดยทั่วกัน

“ข้อเสนอใหม่จึงปรับลดระยะเวลา SP เหลือเพียง 1 ปี ถ้าแก้ไม่ได้ก็เพิกถอน ซึ่งจะบังคับใช้สิ้นปีนี้ โดยปกติแล้ว บริษัทจดทะเบียนเกือบทั้งหมดสามารถแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่น้อยกว่า 3 เดือนแรก และแทบไม่มีบริษัทไหนที่หลุดไปถึงขั้นถูก SP ยกเว้นกลุ่มที่มีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น การไม่ส่งงบการเงิน หรือมีฐานะทางการเงินที่ย่ำแย่ ส่งผลให้การสรรหากรรมการตรวจสอบทำได้ยาก”นางดวงรัตน์ กล่าว

นางดวงรัตน์ กล่าวว่า อีกหนึ่งความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) คือการกำหนดคุณสมบัติของหัวหน้าฝ่ายตรวจสอบภายใน (Internal Auditor :IA) คอยเป็นหูเป็นตาให้กับกรรมการตรวจสอบ โดยกำหนดให้ต้องมีวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรด้าน Internal Control ตามที่ ก.ล.ต. กำหนด พร้อมประสบการณ์ทำงานรวมไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีประสบการณ์ตรงด้าน IA ไม่น้อยกว่า 3 ปี

ทั้งนี้ บริษัท IPO ใหม่ ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์คุณสมบัตินี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2571 เป็นต้นไป

บริษัทจดทะเบียนเดิม ตลท. ผ่อนปรนด้านประสบการณ์ให้แก่หัวหน้า IA เดิมที่ทำงานอยู่แล้ว แต่ให้เวลาปรับตัวในการสอบวุฒิบัตรถึงวันที่ 1 มกราคม 2572 หากมีการเปลี่ยนตัวหัวหน้า IA ใหม่ จะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ใหม่ทันทีและต้องแจ้งข้อมูลผ่านระบบ ตลท. ภายใน 3 วันทำการ

ด้านข้อกังวลเรื่องต้นทุนการจัดหาบุคลากรผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Audit: IA) ที่เพิ่มสูงขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างร่วมกันพิจารณามาตรการช่วยเหลือ 3 ด้าน ได้แก่ การสนับสนุนหลักสูตรอบรมที่เพียงพอ การหารือเรื่องเงินสนับสนุนต้นทุน และการเปิดช่องให้พัฒนาบุคลากรภายในองค์กรเดิมแทนการ Enforce บังคับจ้างภายนอกทันที

“การปรับเกณฑ์มาตรฐานหัวหน้าฝ่ายตรวจสอบภายใน (IA) ในครั้งนี้ ทาง ก.ล.ต. จะกำหนดเงื่อนไขทั้งด้านประกาศนียบัตรด้านการควบคุมภายในและประสบการณ์ทำงานรวม 5 ปี โดยต้องมีประสบการณ์ตรงด้าน IA ไม่น้อยกว่า 3 ปี สำหรับบริษัทที่จะ IPO ส่วนบริษัทเก่ากว่า 800 แห่ง ให้เวลาปรับตัว โดยหัวหน้า IA เดิมก็ทำงานต่อไป แต่เมื่อใดที่มีการแต่งตั้งหัวหน้า IA คนใหม่ จะต้องถือตามเกณฑ์ใหม่ของ ก.ล.ต.”นางดวงรัตน์ กล่าว

​รวมถึงการออกใบ “ตรวจสุขภาพประจำปี” บจ. และเพิ่มความโปร่งใส.เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนและกรรมการบริษัทเห็นภาพรวมด้านการปฏิบัติตามเกณฑ์ดำรงสถานะบจ. โดยให้ บจ.ทำแบบประเมินการดำรงคุณสมบัติของ บจ. ซึ่งบอร์ดของบริษัทจะต้องลงนามรับรองและเปิดเผยควบคู่กับ One Report ทุกปี คาดว่าจะเริ่มใช้ต้นปี 2570

​”การออกเกณฑ์กำกับดูแลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันมุ่งเน้นการกำกับดูแลแบบเจาะจงไปยังกลุ่มบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง มากกว่าการใช้มาตรการหุ้มกวาดทั้งตลาด เพื่อลดผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติตามเกณฑ์อย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว”นางดวงรัตน์ กล่าว

น.ส.ปวีณา ศรีโพธิ์ทอง รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกำกับตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึง ความคืบหน้าของการทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายล่าสุด ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการ (บอร์ด) ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนหลังจากนี้ คาดว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะพิจารณาให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการภายในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้

นายกีรติ โกสีย์เจริญ ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานธุรกิจเทคโนโลยี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เตรียมเปิดตัวฟังก์ชันปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยย่อยข้อมูลบริษัทจดทะเบียน เพื่อแก้วิกฤตความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูลในตลาดหุ้นไทย

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีบริษัทจดทะเบียนกว่า 800 บริษัท ทว่ามีนักวิเคราะห์ในตลาดรวมกันไม่ถึง 500 คน ส่งผลให้การบทวิเคราะห์ครอบคลุมหุ้นส่วนใหญ่ไม่ถึง 50 บริษัท โดยส่วนใหญ่นักวิเคราะห์จะมุ่งเน้นไปที่หุ้นกลุ่ม SET50 เป็นหลัก

ขณะเดียวกัน เอกสารรายงานทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในแต่ละปีมีปริมาณมหาศาลเกือบ 100,000 หน้า ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนทั่วไปไม่สามารถศึกษารายละเอียดได้ทั้งหมด จึงนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยประมวลผลและสรุปเอกสารสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ รายงานประจำปี (One Report), ข่าวคำอธิบายของฝ่ายบริหาร (MD&A) รายไตรมาส และหมายเหตุประกอบงบการเงิน/รายงานผู้สอบบัญชี โดยเปลี่ยนจากเอกสารหนากว่า 300 หน้า สรุปให้เหลือเพียง 1 หน้ากระดาษ เอ 4 ในรูปแบบตารางที่อ่านง่าย ช่วยให้นักลงทุนสามารถสแกนข้อมูล ค้นพบ “เพชรในตม” หรือหุ้นที่มีศักยภาพนอกเหนือจากกลุ่ม SET50 และช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ให้แก่ตลาดหุ้นโดยรวม

สำหรับการพัฒนาในครั้งนี้ได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ สมาคมทางการเงิน และนักลงทุนกลุ่ม Value Investor (VI) ในการออกแบบ Standard Template ให้เป็นมาตรฐานสากลที่สามารถนำมาเปรียบเทียบข้อมูลข้ามอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ด้วยการล้างข้อมูล (Data Cleaning) ให้อยู่ในรูปแบบที่ถูกต้องก่อนนำเข้าสู่ระบบ AI ร่วมกับการตั้งค่า Prompt และการวางกรอบป้องกัน เพื่อไม่ให้ AI เกิดอาการข้อมูลหลอน(Hallucination)

ทั้งนี้ โมเดล AI ดังกล่าวจะเน้นการสรุปข้อเท็จจริง (Fact-based) เป็นหลัก และจะยังไม่ข้ามขั้นตอนไปถึงการให้คำแนะนำการลงทุน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยวางตำแหน่งให้เป็นระบบผู้ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งข้อมูลสรุปทั้งหมดจะถูกเชื่อมโยงผ่านช่องทางต่างๆ เช่น SETsmart, เว็บไซต์ SET รวมถึงแอปพลิเคชัน Streaming และ SETtrade เพื่อให้ส่งตรงถึงมือนักลงทุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดให้ใช้งานจริงอย่างเป็นทางการในช่วงกลางไตรมาส 4