HoonSmart.com>>”ตลาดหุ้นโตเกียว” ร่วงลงกว่า 4% ตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดลบ กังวลราคาหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อาจพุ่งสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน “ตลาดหุ้นเอเชีย” ปรับตัวลดลง เกาหลีใต้ร่วง 6% ไต้หวันลงกว่า 4%
ตลาดหุ้นโตเกียวเช้านี้ ( 17 กรกฎาคม 2569) ปรับตัวลง ดัชนีNikkei ร่วงลงกว่า 3% ตามทิศทางตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลว่าราคาหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อาจพุ่งสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน (overheating) แม้ว่าบริษัทในกลุ่มนี้จะเพิ่งรายงานผลประกอบการที่ออกมาดีเมื่อวันก่อนก็ตาม
ในช่วง 15 นาทีแรกของการซื้อขาย ดัชนี Nikkeu 225 ปรับตัวลดลง 1,955.83 จุด หรือ 2.93% จากระดับปิดเมื่อวันพฤหัสบดี มาอยู่ที่ 64,879.71 จุด ส่วนดัชนี Topix ลดลง 71.88 จุด หรือ 1.78% มาอยู่ที่ 3,956.91 จุด
ในตลาด Prime Market ซึ่งเป็นตลาดหลัก หุ้นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดได้แก่ กลุ่มโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มเครื่องจักร
ณ เวลา 09.00 น. ตามเวลาญี่ปุ่น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 162.38-39 เยน เทียบกับระดับ 162.32-42 เยนในตลาดนิวยอร์ก และ 162.08-09 เยนในตลาดโตเกียวเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันพฤหัสบดี
ค่าเงินเยนยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ซึ่งทำให้ ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น ต้องออกมาส่งสัญญาณเตือนเพื่อพยายามพยุงค่าเงินอีกครั้ง
ณ เวลา 9.36 น. ตามเวลาประเทศไทย
ดัชนี Nikkei 225 อยู่ที่ 63,996.43 จุด ลดลง 2,839.11 จุด, -4.25%
ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกลดลงหลังจากหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปร่วงลงอย่างหนักในวอลล์สตรีท ท่ามกลางความกังวลว่าการลงทุนมหาศาลในด้านปัญญาประดิษฐ์จะคุ้มค่ากับมูลค่าหุ้นที่สูงเกินจริงหรือไม่
ในสัปดาห์นี้ได้โยกย้ายเงินทุนออกจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ไปยังภาคส่วนอื่นๆ เช่น ธนาคาร หลังจากที่ธนาคารรายใหญ่รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ทำให้เอเชียมีความเสี่ยงต่อการเทขาย เนื่องจากมีสัดส่วนการลงทุนในชิปค่อนข้างสูง
นักวิเคราะห์จาก HSBC กล่าวว่า การลงทุนในกลุ่ม AI ของเอเชียกำลังถูกทดสอบอีกครั้ง หลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ขณะนี้เริ่มมีความกังวลหวนกลับมาอีกครั้งเกี่ยวกับภาวะกำลังการผลิตที่อาจล้นเกิน (overcapacity) ท่ามกลางการเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดทำการเนื่องในวันหยุด หลังจากที่เมื่อวันพฤหัสบดี รัฐบาลประกาศระงับการจดทะเบียนกองทุนรวมดัชนี (ETF) ใหม่ที่อ้างอิงกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่บางแห่งเป็นการชั่วคราว พร้อมทั้งปรับเพิ่มเกณฑ์เงินฝากขั้นต่ำสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่จะลงทุนในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เพื่อเป็นการควบคุมความผันผวนของตลาด
ในรอบสัปดาห์นี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนต์และน้ำมันดิบสหรัฐฯ ต่างมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นกว่า 11% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง
ดัชนี SSE ตลาดหุ้นจีนอยู่ที่ 3,838.40 จุด ลดลง 44.00 จุด,-1.13%
ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงอยู่ที่ 24,693.88 จุด ลดลง 314.72 จุด, -1.26%
ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้อยู่ที่ 6,820.6 จุด ลดลง 463.81 จุด, -6.37%
ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันอยู่ที่ 43,700.63 จุด ลดลง 1,924.35 จุด, -4.22%
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.85 ดอลลาร์หรือ +1.08% ซื้อขายที่ 79.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 0.79 ดอลลาร์ หรือ +0.94 % ซื้อขายที่ 85.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

