ดาวโจนส์ปิดลบ 105 จุด เทขายหุ้นชิป

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ปิดลบ เนื่องจากแรงเทขายหุ้นกลุ่มชิป บดบังข่าวดีจากรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจำนวนมาก และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯส่วนใหญ่ที่ออกมาในเชิงบวก  

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 52,552.97 จุด ลดลง 105.67 จุด, -0.20%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,533.77 จุด ลดลง 38.63 จุด, -0.51%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,881.95 จุด ลดลง 387.28 จุด, -1.47%

นักลงทุนประเมินสถานการณ์การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และรายงานผลประกอบการที่สำคัญ ขณะที่ความตึงเครียดในสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงกดดันอยู่

ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P 500 กลุ่มเทคโนโลยี ลดลง 1.8% โดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่ร่วงลงถึง 4.3% เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมและภาพรวมของตลาด

หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปปรับตัวลดลงหลังจากที่ Taiwan Semiconductor ประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดการใช้จ่าย ซึ่งบดบังข่าวดีจากผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยบริษัทคาดการณ์ว่ารายจ่ายการลงทุน (Capital Expenditure) ตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ระดับ 6.0 หมื่นล้านถึง 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 5.2 หมื่นล้านถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงกว่า 2%

กองทุน VanEck Semiconductor ETF ลดลงเกือบ 4% โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงกว่า 5% ของหุ้น Arm Holdings นอกจากนี้ หุ้น Micron Technology และ Advanced Micro Devices ต่างก็ลดลงกว่า 5% เช่นกัน ส่วนหุ้น Broadcom ลดลง 5% ขณะที่หุ้น SK Hynix ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ร่วงลงกว่า 13%

ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจัดอยู่ในกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด โดยราคาหุ้นของ SanDisk , Western Digital,Seagate Technology และ Intel ต่างลดลงในช่วงระหว่าง 5.8% ถึง 12.6%

ในกลุ่มเทคโนโลยี หุ้น Alphabet ลดลงกว่า 4% หลังจากมีรายงานว่าบริษัทได้เลื่อนการเปิดตัวโมเดล AIที่มีขีดความสามารถสูงสุดอย่าง Gemini 3.5 Pro ออกไป ส่วนหุ้นตัวอื่นๆ ในกลุ่ม Magnificent Seven อย่าง Meta Platforms, Nvidia และ Amazon ก็ปรับตัวลงเช่นกัน
ความผันผวนรายวันของหุ้นกลุ่มชิปมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อทิศทางโดยรวมของดัชนีหุ้นหลักในสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนี Nasdaq ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสูง

ทิม กริสกี นักวางกลยุทธ์อาวุโสด้านพอร์ตการลงทุนจากบริษัท Ingalls & Snyder ในนิวยอร์กกล่าวว่า ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจที่ไม่ใช่กลุ่มเทคโนโลยีจำนวนมากก็มีผลประกอบการที่ดี ดังนั้นสถานการณ์ในภาพรวมจึงมีความหลากหลายปะปนกันไป

หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ เพิ่มขึ้น 2.2%

หุ้น United Airlines ลดลง 1.8% เนื่องจากราคาที่พุ่งสูงขึ้นของน้ำมันส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตของบริษัท
หุ้น GE Aerospace ลดลง 4.1% แม้บริษัทจะปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสำหรับปี 2026 ก็ตาม

สัปดาห์นี้ถือเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยในบรรดาบริษัทในดัชนี S&P 500 จำนวน 40 แห่งที่ได้รายงานผลประกอบการไปแล้วนั้น มีมากกว่า 87% ที่ทำผลงานได้ดีกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด นอกจากนี้ ธนาคารรายใหญ่ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ก็ทำผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมากเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์ได้ตั้งความคาดหวังไว้สูงสำหรับฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 โดยคาดการณ์ว่าโดยภาพรวมแล้ว บริษัทในดัชนี S&P 500 จะมีอัตราการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 24.8% ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก LSEG ระบุว่าเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีเพียงกลุ่มเดียวคาดว่าจะมียอดกำไรพุ่งสูงขึ้นถึง 65.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

นักลงทุนยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่ออิหร่านเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อวันพุธว่า ทรัมป์ได้รับฟังรายงานจากผู้ช่วยเกี่ยวกับทางเลือกต่างๆ ในการขยายความขัดแย้ง รวมถึงการเพิ่มการทิ้งระเบิดและการส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไป

ข้อมูลเศรษฐกิจชุดล่าสุดยังคงสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งแม้จะเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาที่สูงขึ้น โดยตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 11 กรกฎาคม อยู่ที่ระดับ 208,000 ราย (หลังปรับค่าตามฤดูกาล) ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 218,000 รายจากการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดย Dow Jones ส่วนยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนนั้นเป็นไปตามคาดการณ์ โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน และเมื่อเทียบรายปี เพิ่มขึ้น 6.72%

ข้อมูลจากภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ค่อยดีนัก โดยยอดขายบ้านที่รอปิดการขายลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และความเชื่อมั่นของผู้สร้างบ้านที่ลดลงสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนการกู้ยืมที่สูงและความสามารถในการซื้อบ้านที่ตึงตัวของผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน

สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ (NAR) รายงานดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pendinghome sales)เดือนมุนายนลดลง 5.4% สู่ระดับ 72.5 เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลงเพียง 0.5%

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเล็กน้อย เป็นวันที่สามติดต่อกัน โดยความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ตลาดเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ แม้ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะออกมาแข็งแกร่งก็ตาม

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 643.73 จุด เพิ่มขึ้น 1.02 จุด, +0.16%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,572.24 จุด เพิ่มขึ้น 56.32 จุด, +0.54%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,382.43 จุด เพิ่มขึ้น 15.58 จุด, +0.19%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,915.49 จุด ลดลง 84.04 จุด, -0.34%

จนถึงขณะนี้ ความคาดหวังที่ว่าฤดูกาลรายงานผลประกอบการจะช่วยดึงความสนใจออกจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์กลับมาที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นรอบใหม่นั้น ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้นเพียง 0.41% ในสัปดาห์นี้ แม้ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ ASML ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายหลักด้านอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการผลิตชิปคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีขั้นสูง

หุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐาน ลดลงมากที่สุดในดัชนีหลัก โดยร่วงลง 1.38% ในขณะที่หุ้นกลุ่มสื่อปรับตัวขึ้นนำตลาด 1.43%

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทรงตัว แม้ TSMC ของไต้หวันจะรายงานผลกำไรไตรมาสสองพุ่งสูงขึ้นถึง 77% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม

ราคาหุ้น ASML พุ่งขึ้น 3.16% หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่าง STMicroelectronics และ BE Semiconductor ลดลง 4.91% และ 3.20% ตามลำดับ

ภาคธุรกิจดังกล่าวเริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัวในเดือนนี้ หลังจากที่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงไตรมาสก่อนหน้า

นักลงทุนยังคงคาดหวังว่าจะเป็นฤดูกาลประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งที่สุดของยุโรปในรอบกว่าสามปี

แรนดี บารอน ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Pinnacle Associates กล่าวว่า สิ่งที่ยุโรปได้เปรียบคือมูลค่าที่น่าสนใจมากกว่า และปัจจัยนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG แสดงให้เห็นว่า ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอีกครั้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทำให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป(ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25%ภายในสิ้นปีนี้

แต่หากความขัดแย้งคลี่คลายลง แนวโน้มการลงทุนในยุโรปอาจสดใสขึ้นอีกครั้ง

มิเชล มอร์แกนติ นักกลยุทธ์หุ้นอาวุโสของ Generali Investments กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทให้น้ำหนักการลงทุนในสหรัฐกับ แบบneutral และให้น้ำหนักการลงทุนในยุโรปมากกว่าเล็กน้อย ตราบเท่าที่เชื่อว่าความขัดแย้งจะคลี่คลายลงได้อีกครั้ง และคิดว่ายุโรปจะสามารถฟื้นตัวได้ในแง่ของแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และรายได้ก็จะฟื้นตัวได้เช่นกัน

ในส่วนของหุ้นรายตัว หุ้น Delivery Hero ทรงตัว โดย Uber ประกาศยื่นข้อเสนอเข้าซื้อกิจการต่อสาธารณะ ซึ่งประเมินมูลค่าของบริษัทจัดส่งอาหารสัญชาติเยอรมนีแห่งนี้ไว้ที่ประมาณ 1.48 หมื่นล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ราคาหุ้นของ Delivery Hero พุ่งขึ้นเกือบ 70% แล้วในปีนี้ หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการยื่นข้อเสนอซื้อกิจการที่หุ้น Telenor ผู้ให้บริการโทรคมนาคมของนอร์เวย์ร่วงลง 11.64% หลังจากที่ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการปี 2026 สืบเนื่องจากผลกำไรในไตรมาสที่ 2 ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 65 เซนต์ หรือ 0.82% ปิดที่ 78.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 72 เซนต์ หรือ 0.85% ปิดที่ 84.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–