Finnomena ชู 3 ธีมเด่นครึ่งปีหลัง มองเป้า “หุ้นไทย” ปีนี้ 1,700 จุด

HoonSmart.com>> Finnomena ส่องครึ่งปีหลังตลาดกำลังเข้าสู่เฟส “Moving On” ก้าวข้ามความผันผวน หาผู้ชนะรอบใหม่ เงินหมุนจากกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมาก กระจายเข้าอุตสาหกรรม-ภูมิภาคที่ยังเติบโต ชู 3 ธีมเด่น “AI- Global Healthcare-Defense” ลดน้ำหนัก “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” มองบวก “หุ้นไทย” เป้าสิ้นปี 1,700 จุด พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้นำ WealthTech Platform ของไทย ขยายเครือข่ายผู้แนะนำการลงทุนดูแลลูกค้าทั่วประเทศ ตั้งเป้ามูลค่า AUA สิ้นปีแตะ 8.5 หมื่นล้านบาท


 

นายเจษฎา สุขทิศ Co-Founder & CEO Finnomena Group เปิดเผยถึงมุมมองการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ว่า ทิศทางตลาดกำลังก้าวเข้าสู่เฟส “Moving On” โดยความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์จะกลายเป็น New Normal และทรัมป์หันไปให้ความสนใจกับการเตรียมตัวเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงเดือนพ.ย.นี้ และภาพรวมเศรษฐกิจยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของ AI แต่เม็ดเงินลงทุนจะเริ่มกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมและภูมิภาคอื่นๆ มากขึ้น ทำให้เชื่อว่าในภาพรวมจะยังมีโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

ทั้งนี้ Finnomena ได้ปรับมุมมองการลงทุนตลาดหุ้นเกิดใหม่เป็น “ขาย” เนื่องจากมีน้ำหนักในตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ค่อนข้างมาก โดยเรากังวลปัจจัย DRAM ในเกาหลีใต้ เนื่องจากมีผู้เล่นรายใหม่ CXMT จากจีนเข้ามาแย่งตลาด ซึ่ง CXMT กำลังจะ IPOในตลาด Star Market ครึ่งปีหลังนี้ นอกจากนี้ราคา DRAM และ NAND Flash Contract Price ไม่ขยับขึ้นมา 2 เดือนแล้วในเกือบทุกซีรี่ส์ ขณะที่ภัยแล้งในอินเดียที่หนักกว่าในอดีต รวมทั้ง Earnings Breath ของประเทศกลุ่มตลาดพัฒนาแล้วดีกว่าตลาดเกิดใหม่ในช่วง 6 เดือนที่ผานมา นำโดยหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่ Earnings Breath ของประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ไม่ดีเพราะอินเดียและจีน

ขณะเดียวกันได้ปรับเพิ่มคำแนะนำตลาดหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเป็น “Strong Buy” จาก “Buy” และแนะนำซื้อหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงตลาดหุ้นเวียดนาม

“สำหรับตลาดหุ้นไทยประเมินดัชนีสิ้นปี 2569 มีโอกาสแตะ 1,700 จุด บนสมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) 95 บาท และหากมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร (EPS Upgrade) ก็มีลุ้นที่จะทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) ในปีหน้า”นายเจษฎา กล่าว

ด้านนายวศิน ปริธัญ Managing Director บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด ในเครือของ Finnomena Group กล่าวเสริมว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจจากอัตราเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบภูมิภาค ขณะเดียวกันสินเชื่อภาคธุรกิจเริ่มกลับมาขยายตัว ภาคการส่งออกยังขยายตัวในระดับสองหลักและหากราคาน้ำมันลดลงจะส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ตลาดยังได้ปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนโครงการ Data Center รวมถึงเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐหลังพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทผ่านแล้ว โดยมองว่าหากกำไรบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าคาด EPS มีโอกาสปรับเพิ่มเข้าใกล้ 100-105 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนดัชนีมีโอกาสสร้างจุดสูงสุดใหม่ในปี 2570

ส่วนปัจจัยเสี่ยงยังคงมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก รวมถึงความไม่แน่นอนนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์


 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำ ประกอบด้วย 3 ธีมหลัก ได้แก่ 1.) The AI Divergence จากความต้องการ AI ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เพราะได้แรงหนุนหลักจากงบลงทุน (CapEx) ของกลุ่ม Hyperscaler โดยแนะนำลงทุนผ่านกองทุนหุ้นเทคโนโลยี K-GTECH, กองทุนหุ้นสหรัฐฯ KF-SP500M, กองทุนหุ้นญี่ปุ่น KT-JAPANALL-A และกองทุนในธีม Grid Infrastructure อย่าง A-GRID

2.) The Catch-Up Trade ซึ่งที่ผ่านมาตลาดหุ้นถูกลากขึ้นด้วยหุ้นเพียงกระจุกตัว แต่กลุ่มที่เหลือยังคง Laggard และยังมีโอกาสด้วยระดับ Valuation ที่น่าสนใจ จึงแนะนำกลยุทธ์ Selective เน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับหรือมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน เช่น ธีม Global Healthcare แนะนำกองทุน KKP GHC-A, หุ้นทั่วโลกนอกสหรัฐฯ แนะนำกองทุน U-WXUSFX และหุ้นไทยปันผลสูง TISCOHD-A

3.) Structural Geopolitics ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่และยืดเยื้อ ควรมองหาโอกาสในสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยและการย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ ที่มีความมั่นคง แนะนำธีม Defense กองทุน LHGDEFENSE-A, ธีม US Industrials กองทุน A-AIRR, ธีม Gold Miner กองทุน A-RING รวมถึงให้มีการป้องกันความเสี่ยง (Hedge) พอร์ตการลงทุนบางส่วนด้วยสินค้าโภคภัณฑ์อย่างกองทุน SCBCOMP

ตั้งเป้า AUA แตะ 8.5 หมื่นลบ.สิ้นปี เร่งขยายเครือข่ายผู้แนะนำการลงทุน

ในส่วนของการดำเนินงานของบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา จำกัด (Finnomena Funds) ภายใต้กลุ่มบริษัท Finnomena Group “WealthTech Platform for all” มีพันธกิจคือ มุ่งมั่นค้นหาโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อทุกคนในทุก ๆ วัน ตอกย้ำความสำเร็จในการยกระดับศักยภาพธุรกิจ ผ่านการจัดให้มีผู้แนะนำการลงทุนที่ “ใช่” สำหรับลูกค้าทุกคนของกลุ่มบริษัทฯ (“TrueMatch Advisory”) เพื่อสอดรับกับวิสัยทัศน์ “ปลดล็อกคนนับล้านด้วยคำแนะนำการลงทุนที่ “ใช่” ให้บรรลุเป้าหมายสำคัญของชีวิต”

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ Co-Founder Finnomena Group และ CEO Finnomena Funds เปิดเผยว่า ปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ล้มเหลวในโลกของการลงทุน นั่นคือการไม่เจอแนวทางและสินทรัพย์ที่เหมาะกับตัวเอง รวมถึงการไม่เคยได้พบกับผู้แนะนำการลงทุนคนที่ “ใช่” ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่สำคัญของชีวิต เราจึงต้องการที่จะยกระดับประสบการณ์ของนักลงทุนไทยให้ดียิ่งขึ้น ผ่านโครงการ “Better Together” ซึ่งมุ่งเน้นการ matching นักลงทุนทุกระดับกับผู้แนะนำการลงทุนที่ใช่ ทั้งเรื่องของสไตล์และพฤติกรรมการลงทุน อาชีพ ไปจนถึงถิ่นที่อยู่อาศัย

ณ เดือนมีนาคม 2569 แพลตฟอร์ม Finnomena มีผู้เปิดบัญชีทั้งหมด 194,006 คน และมีสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำการลงทุน (AUA) มูลค่า 72,400 ล้านบาท และมีผู้แนะนำการลงทุนจำนวน 3,342 คน ซึ่งมากที่สุดในไทยและในอนาคตมีแผนจะขยายจำนวนผู้แนะนำการลงทุนอิสระให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดสู่ 6,000 คนในอีก 5 ปี ซึ่งจะครอบคลุมเครือข่ายจากหลายอาชีพ เพื่อให้พร้อมดูแลนักลงทุนได้ทั่วประเทศ

“ตั้งแต่เรามีผู้แนะนำการลงทุน พบว่านักลงทุนที่มีที่ปรึกษาดูแลมีความมั่นใจในการลงทุนมากกว่าปกติถึง 5 เท่า และสามารถเริ่มต้นลงทุนได้รวดเร็วกว่ากลุ่มที่ไม่มีที่ปรึกษาอย่างเห็นได้ชัด”นายชยนันท์ กล่ว

ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 1/69 หนึ่งในพอร์ตที่โดดเด่นคือ All-Weather Strategy ที่ทำผลตอบแทนได้เกือบ 100% ในรอบ 5 ปี และเป็นพอร์ตที่มีเม็ดเงินลงทุนมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีพอร์ตที่ร่วมกับ Franklin Templeton ซึ่งเน้นการปรับแต่งตามเป้าหมายเฉพาะบุคคล (Customized Goal-based) ที่ได้รับความสนใจ

“เราพยายามเปลี่ยนผู้ติดตาม (Follower) ให้กลายเป็นนักลงทุน (Investor) ผ่าน 3 กลไกหลัก คือ 1. Open Knowledge Platform (ให้ความรู้), 2. Investor Platform (การเข้าลงทุน) และ 3. Advisory Platform (การให้คำแนะนำร่วมกับที่ปรึกษา) เพื่อดูแลกันไปจนถึงเป้าหมายการเกษียณ”

ด้านนายเจษฎา กล่าวเสริมว่า เป้าหมาย AUA ในสิ้นปีนี้ตั้งไว้ที่ 85,000 ล้านบาท เติบโตประมณ 30-40% จากสิ้นปีก่อน ปัจจัยหนุนจากลูกค้าเดิมเพิ่มเงินลงทุน ประกอบกับการเติบโตของลูกค้าใหม่ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ยังขยายตัวในระดับที่น่าพอใจและสร้างกำไรต่อเนื่องมาหลายปี

นายกสิณ สุธรรมมนัส Co-Founder & Chief Strategy Officer Finnomena Group กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ที่ผ่านมา Finnomena มุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งรอบด้าน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำ WealthTech Platform ของไทย ทั้งการลงทุนในกองทุน หุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์อื่น ๆ ผ่านการให้บริการข้อมูลข่าวสาร Open Knowledge กลยุทธ์การลงทุนที่พิสูจน์แล้วมานับทศวรรษ พร้อมด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยผู้แนะนำการลงทุนมืออาชีพ จนสามารถครอบคลุมทุกประสบการณ์การลงทุนในแพลตฟอร์มเดียว

 
 
 
 
 
 

———————————————————————————————————————————————————–